เทศน์บนศาลา

ล้างโลกหรือสร้างโลก

๒๒ มิ.ย. ๒๕๕๒

 

ล้างโลกหรือสร้างโลก
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเพื่อกล่อมหัวใจของเรา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะสร้างนะ สร้างโลก สร้างโลกคือปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วล้างโลก ล้างโลกล้างสงสาร ล้างโลกออกจากใจ โลกเห็นไหม โลกคือโลกทัศน์ โลกคือภพ โลกคือหัวใจของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะตรัสรู้ธรรมขึ้นมาได้นะ ต้องสร้างบารมีมหาศาลเลย พอเป็นพระโพธิสัตว์มาเห็นไหม สร้าง! สร้างอำนาจวาสนา สร้างบารมีขึ้นมา สิ่งที่สร้างขึ้นมาถึงจะมีอำนาจวาสนา ถ้าไม่ได้สร้างขึ้นมา สิ่งนี้มันมาจากไหน

จิตเหมือนจิต เวลาจิตเกิดตายเหมือนกันทั้งหมด แต่คนที่สร้างบุญญาธิการมา มันมีทางออกของมัน คนที่จนตรอก ขนาดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ พระเทวทัตเห็นไหม ยังออกนอกลู่นอกทาง ทั้งๆ ที่สร้างมาด้วยกัน ปัญจวัคคีย์นี่ออกอุปัฏฐาก พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัสสชิต่างๆ ออกอุปัฏฐากมา ๖ ปี รอนะ รอเห็นไหม บุญญาธิการที่สร้างมา อยู่ในแถวในแนว ไม่นอกลู่นอกทางเห็นไหม ถ้านอกลู่นอกทางของเรา ใจของเรามันดีดดิ้น

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์นะ ปรารถนามารื้อสัตว์ขนสัตว์ แล้วเรานี่ เราทำอะไร เราไม่ช่วยตัวเราเอง ใครจะมารื้อสัตว์ขนสัตว์ ใครจะมารื้อให้เรา เราปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ในความคิดของเรา เราก็คิดว่าคนจะมาช่วยเหลือเจือจานเรา จะอุ้มชูเราไปตลอดเวลา แต่ความอุ้มชูนี่มันได้แต่ทางโลกเห็นไหม ดูสิ เด็กน้อย พ่อแม่ของคน เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็กอ่อน อุ้มชูมานั่นนะ ถนอมรักษามาตลอด มันก็เลี้ยงได้เฉพาะร่างกายเท่านั้นนะ

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์ เวลาพุทธกิจ ๕ เห็นไหม ก่อนที่จะไปรื้อสัตว์ขนสัตว์ที่ไหนต้อง พุทธกิจ ๕ เช้าขึ้นมาเล็งญาณก่อน เล็งญาณว่าหัวใจของเขามีแรงปรารถนาไหม เขามีอำนาจวาสนาพอสมควรไหม เขามีโอกาสไหม แล้วชีวิตเขาสั้นเห็นไหม ถึงจะไปโปรดคนนั้นก่อน ไปโปรดคนนั้นนะ หัวใจเขาพร้อม เล็งญาณดูหัวใจของเขาก่อน

เวลาไปโปรดสัตว์ไปรื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ของเราก็คิดว่าคนจะอุ้มชูเราตลอดไป เราต้องอุ้มชูเราก่อนเห็นไหม อุ้มชูตัวเรา ถ้าเราจิตใจเรามีอำนาจวาสนา จิตใจของเราเข้มแข็งขึ้นมา “ชีวิตนี้คืออะไร?” “เกิดมาทำไม?”

เกิดมาแสนทุกข์แสนยาก แต่ไม่เกิดก็ไม่ได้ จิตนี้มันต้องเกิดเป็นธรรมดา แรงขับของมันมีอยู่ มันจะต้องขับดันไปโดยธรรมชาติของมัน แล้วขับดันไปโดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ขับดันไปโดยอวิชชา ขับดันไปโดยความไม่รู้ ขับดันไปในนรกอเวจี ในความทุกข์ความยาก เห็นไหม

แต่การเกิดในปัจจุบันนี้เพราะอำนาจวาสนาของเรา เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนสั่งสอนนะ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนว่าอะไร สั่งสอนว่าให้ล้างภพล้างชาติ เพราะภพชาติ เห็นไหม ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะมีความเกิดมีสถานะขึ้นมา ทุกข์ทับถมมาทันทีเลย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พ่อแม่ เห็นไหม พระเจ้าสุทโธทนะดูแลรักษาเพื่อจะเป็นจักรพรรดิ ถนอมรักษานะ ดูแลอย่างดีเลยนะ แต่เวลาไปเที่ยวสวน ยมทูตมาแสดงให้เห็น คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย

“คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มีด้วยหรือ? มีด้วยหรือ? แล้วเราต้องเป็นอย่างนั้นด้วยหรือ?” มันสะเทือนหัวใจมาก ด้วยอำนาจวาสนา เพราะได้สร้างมามาก สร้างมาเป็นพระโพธิสัตว์ สร้างมาจนเต็มเปี่ยม ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย สร้างมาเห็นไหม สิ่งที่สร้างมา ตั้งแต่ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์มา แล้วมาเกิดเป็นชาติสุดท้าย ชาติสุดท้ายขณะที่เกิดมาแล้ว ก็ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่นะ พยายามรื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อตัวเองก่อน ต้องทำตัวเอง รื้อภพรื้อชาติ ล้างภพล้างชาติให้ออกจากใจ

ถ้าไม่ได้ล้างภพล้างชาติออกจากใจ จะเอาอะไรไปสอนเขา จะเอาความรู้มาจากไหน ถ้าเราไม่ได้กระทำขึ้นมาก่อน จะเอาความรู้มาจากไหน ถ้าไม่มีการกระทำ ความรู้ลอยมาจากฟ้าหรือ

ความรู้มันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปพิสูจน์มากับเจ้าลัทธิต่างๆ จน ๖ ปี ประพฤติปฏิบัติมากับเจ้าลัทธิต่างๆ เจ้าลัทธิต่างๆ เขาสอนอะไร เขาได้สร้างบุญญาธิการมาขนาดไหน เขาสร้างของเขามาด้วยโลกียปัญญา ด้วยโลก ด้วยฌาน ด้วยสมาบัติ ด้วยความเห็นของเขา มันก็โลกๆ ทั้งนั้นน่ะ

เจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษากับเขาแล้วนะ ปฏิเสธเขามาทั้งนั้น มาคิดถึงว่าแล้วจะเอาทางรอดอย่างไร มันไปไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีทางไป สุดท้ายก็ต้องมาพึ่งตัวเองเห็นไหม พึ่งตัวเองเพราะตัวเองสร้างมา ตัวเองเป็นผู้สะสมมา สร้างอำนาจวาสนามา พอมาถึงสุดท้ายแล้วนี่ มันต้องกลับมาพึ่งตัวเอง

ตั้งแต่ปฐมยาม บุพเพนิวาสานุสติญาณ ย้อนอดีตชาติไป เห็นหมด ขณะเห็นอดีตชาตินี่ไง การรื้อภพรื้อชาติ ชาติที่จะรื้อมันทิ้ง แต่มันยังมีของมันอยู่ มันยังทำไม่ได้ เพราะธรรมยังไม่เกิดเห็นไหม จุตูปปาตญาณถ้ามันยังมีแรงขับอยู่ มันต้องเกิดตามธรรมชาติของมัน

อาสวักขยญาณต่างหาก มรรคญาณมันเกิดขึ้นมาต่างหาก อันนี้รื้อภพรื้อชาติ! ทำลายวัฏสงสารในหัวใจหมดสิ้นไปกระบวนการของมันทั้งหมด เห็นไหม แล้วมันเหลืออะไร เหลือความจริงในหัวใจอันนั้น เหลือธรรมแท้ๆ อยู่ในหัวใจ “ธรรมแท้ๆ” นี่ไง ล้างภพล้างชาติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ล้างภพล้างชาติ ล้างภพล้างชาติด้วยมรรคญาณ ล้างภพล้างชาติด้วยสัจจะความจริง แล้วมันเหลืออะไร เหลือความรู้จริงเห็นไหม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาสั่งสอน เอาอะไรมาสั่งสอน เอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสั่งสอน “ธรรมธาตุ” ความเป็นธรรมในธาตุนั้น แล้วมาสั่งสอนเรา สั่งสอนมาเพื่อใคร สั่งสอนมาเพื่อชาวพุทธ พุทธศาสนาเห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับใคร ฝากศาสนาไว้กับพุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

ภิกษุ! ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เป็นภิกษุเพื่อจะสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตัว สู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตัวนะ

เวลาประพฤติปฏิบัติมีความอยากไหม มันมีความอยากอยู่ แต่ความอยากอย่างนี้ อยากเป็นศรัทธา ศรัทธาความเชื่อ ศรัทธาเพื่อจะประพฤติปฏิบัติ ความอยากอย่างนี้ไม่เป็นโทษ ความอยาก ดูสิ เรามาจากบ้านกันเรามาฟังธรรม เรามาจากบ้าน เราขวนขวายนั้นเป็นความอยากไหม? เป็นความอยาก อยากในอะไร อยากในความร่มเย็นเป็นสุขในหัวใจ ธรรมะให้มันสะเทือนกิเลสเราบ้าง

ถ้าฟังธรรมแล้วกระทบเรานี่ เราขนลุกขนพองเห็นไหม มันสะเทือนหัวใจ นั่นน่ะเรามีโอกาสนะ ฟังธรรมๆ นี่ ธรรมมันมาจากไหน “จากใจดวงหนึ่งสู่ใจอีกดวงหนึ่ง” ถ้าใจที่สกปรกโสมม มันจะเอาอะไรมาทำ มันก็อ่านหนังสือให้ฟังไง เอาธรรมะนี่มาอ่านหนังสือให้ฟัง

แต่ถ้ามันเป็นธรรมนะ ธรรมมันมาจากไหน ธรรมมันมาจากใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมมาจากการประพฤติปฏิบัติในหัวใจดวงหนึ่งใช่ไหม แสดงธรรมออกมานี่ ธรรมอันนั้น อำนาจของธรรม คุณธรรมของธรรมนี่ มันสะเทือนหัวใจ ของผู้แสดงก่อน เพราะการแสดงธรรมออกมานี่ ธรรมมาจากไหน ธรรมมันไหลออกมาจากธรรมธาตุอันนั้น เพราะธรรมธาตุอันนั้นมันประพฤติปฏิบัติมา มันผ่านประสบการณ์จริงมา มันเห็นโทษเห็นภัยนะ “เห็นโทษเห็นภัย” เห็นไหม

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ท่านจะเห็นโทษเห็นภัยในการดำรงชีวิต ถ้าดำรงชีวิตโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันจะทับถมหัวใจ แต่ถ้าดำรงชีวิตแบบธรรม ที่เราประพฤติปฏิบัติ เราบวชมา เราถือศีลถือธรรมเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมของเรามานี่ อันนั้นบังคับใจเราให้เราไม่ก้าวล่วง

การก้าวล่วง กิเลสตัณหาทะยานอยากมันไม่ยอม เพราะมันต้องการความสะดวกสบายของมัน มันจะก้าวล่วงอย่างนั้น แต่เพราะเรามีความเข้มแข็ง เรามีความซื่อสัตย์ ใจเราลงธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม เราจะไม่ก้าวล่วงธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ก้าวล่วงธรรมวินัยอันนั้น

ถ้าเราไม่ก้าวล่วง เห็นไหม นี่ศีล ศีลมันเป็นรั้วล้อมรอบกรอบใจเอาไว้ ให้ใจไว้เห็นไหม แล้วพยายามทำหัวใจเราให้สงบเข้ามาให้ได้ ถ้าใจเราสงบเข้ามานะ มันจะมีความร่มเย็นเป็นสุข เรามาฟังธรรมเพื่อเหตุนี้ เพื่อประพฤติปฏิบัติในหัวใจของเรา ฟังธรรมเพื่อจะล้างภพล้างชาติในหัวใจของเรา ไม่ใช่ประพฤติปฏิบัติเพื่อสร้างภพสร้างชาตินะ

มันสร้างโลก สร้างความรู้อันหนึ่งขึ้นมา มันบอกอย่างนั้นเป็นการล้างภพล้างชาติ การล้างโลกเห็นไหม ล้างโลกวัฏสงสาร ล้างออกไปจากใจ

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีแล้ว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาขึ้นมานี่ พระองค์สร้างมาตั้งแต่พระโพธิสัตว์ สร้างมาเกิดมาเป็นชาติสุดท้าย รื้อค้นมา ๖ ปี เป็นการพิสูจน์ตรวจสอบเห็นไหม จนตรัสรู้ธรรมขึ้นมา “ธรรมมีอยู่แล้ว” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ธรรม ธรรมมันไม่มี ไม่มีใครสั่งสอนได้

ในปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้ว วางธรรมไว้แล้วนี่ มันมีอยู่แล้วไง ธรรมวินัยมีอยู่แล้วเป็นศาสดาของเรา เห็นไหม

พระอานนท์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอานนท์ถามเลย “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว บริษัท ๔ จะหวังพึ่งใคร จะหวังพึ่งสิ่งไหน หวังพึ่งใคร หวังพึ่งบุคคล” หวังพึ่งสิ่งต่างๆ เห็นไหม ถ้าบุคคลที่มีธรรมในหัวใจ บุคคลนั้นก็เป็นครูบาอาจารย์ของเรา ธรรมธาตุเหมือนกัน จะชักนำเราไปสิ่งที่ดี แล้วถ้าเราไปหวังพึ่งบุคคลที่ไม่มีธรรมในหัวใจล่ะ

จำธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานี่ ใบลานเปล่า ใบลานเปล่าๆ มันไม่มีตัวอักษรเลย มันไม่เข้าใจสิ่งใดๆ เลย ทั้งๆ ที่ปากเปียกปากแฉะนะ ท่องธรรมวินัยได้หมด เห็นไหม

“โปฐิละ! โปฐิละ ใบลานเปล่าไปไหน” “ใบลานเปล่ามาแล้วหรือ” “ใบลานเปล่าจะไปแล้วเหรอ”

นี่ไงใบลานเปล่า เปล่าเพราะอะไร เพราะหัวใจมันเปล่า หัวใจมันไม่มีสิ่งใดเลย มันสร้างขึ้นมาอีกอารมณ์ความรู้สึกหนึ่ง ไม่ใช่ธรรม

พระอานนท์ถามว่าแล้วจะพึ่งใคร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นสภาวะแบบนั้น อนาคตไป คนรู้จริงก็มี คนรู้โดยสัญญาอารมณ์โดยการสร้างขึ้นมาก็มี เห็นไหมถึงบอกว่า “ธรรมวินัยที่เราตรัสไว้แล้วจะเป็นศาสดาของเธอ” ธรรมวินัยที่เราตรัสไว้แล้วเห็นไหม

พระไตรปิฎก สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายเครื่องบอกชี้เข้ามา ถ้าเราเทียบได้ เราเปรียบเทียบ ว่าถูกต้องเห็นไหม เราฟังมา เราศึกษามา เราเปรียบเทียบธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเปรียบเทียบ แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ไม่ต้องเปรียบเทียบ มันเป็นอันเดียวกัน มันซาบซึ้งในหัวใจมาก

แต่ถ้าเราเป็นกิเลสอยู่เห็นไหม เราจะเปรียบเทียบ แล้วเราเอาอะไรไปเปรียบเทียบ พอเปรียบเทียบขึ้นไปนี่ เราก็ตัดสินด้วยความเห็นของเรา “ความเห็นของเรา” เห็นไหม ธรรมวินัยเรายังรับไม่ได้ รับไม่ไหว แล้วเราเปรียบเทียบกับใคร พอเราเปรียบเทียบ เราก็เห็นแก่ตัว เราก็เห็นแต่ความเห็นของเรา

นี่ไง มันก็สร้างอารมณ์อันหนึ่ง สร้างไปนี่ “สร้างโลก” สร้างโลกอะไร

สมาธิเวลาสร้างขึ้นมานี่ จิตมันมากระทบแล้วไปยึดมัน สิ่งที่สร้างขึ้นมา ดูสิ ดูฝ่ายมหายานเขา เวลาเขาถึงนิพพาน อยู่ฟากตะวันตกของนิพพานเป็นสุขาวดี นิพพานมันยังจะไปสร้างเหนือนิพพานขึ้นไปอีกนะ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ นิพพานมันก็จบสิ้นแล้ว นิพพานยังเกิดได้ พระอรหันต์ในมหายานเขา พระอรหันต์นะ จะเกิดก็ได้ จะไม่เกิดก็ได้

แต่ของเราไม่มี นิพพานแล้วจะเกิดอีกไม่ได้ มันไม่มีเครื่องสืบต่อ มันจะกลับมาอีกไม่ได้เลย มันจะกลับมาอีกไม่ได้! ถ้ากลับมาอีกได้.. เวลาครูบาอาจารย์ของเรามาอนุโมทนา ความอนุโมทนาอันนั้น มันเป็นนิมิตอันหนึ่ง มันเป็นสมมุติอันหนึ่ง

ในเมื่อยังมีสมมุติอยู่ “สอุปาทิเสสนิพพาน” นี่เป็นพระอรหันต์ที่ล้างโลกล้างสงสารหมดแล้ว แต่พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เศษส่วนของมัน ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ใช่ไหม ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ นี่สมมุติ อันนี้ก็มาโดยสมมุติ เป็นสมมุติอันหนึ่ง สมมุติที่ยังสืบต่อกันได้ การสืบต่อ สมมุติสืบต่อกับสมมุติ

แล้วนิพพานไปแล้ว มีสมมุติได้อย่างไร สมมุติไม่มี นิพพานไปแล้วไม่มีสมมุติ! วิมุติล้วนๆ แต่สื่อสารกันด้วยผลของวัฏฏะ มันเป็นความจริงอันหนึ่งที่ผู้รู้จริงจะรู้จริง แล้วเข้าใจจริงตามความเป็นจริง แต่ “ผู้รู้ไม่จริง” เห็นไหม ก็สร้างภาพไป สร้างของมันไปตลอดไป สร้างโลกไปเรื่อย

การสร้างโลก ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติ การสร้างโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่ออำนาจวาสนา เพื่อความเข้มแข็ง เพื่อบารมี เพื่อคุณธรรมในหัวใจ เพื่อจะมาประพฤติปฏิบัติ

แต่ในปัจจุบันนี้ ของมีอยู่ตรงหน้าเลย ธรรมวินัยมีอยู่ต่อหน้าเลย เราทำขึ้นมาให้ได้ตามจริงอันนั้น มันจะเป็นประโยชน์กับเรามหาศาลเลย แต่เราก็ไม่เข้าใจ เราก็ไปสร้างของเราขึ้นมาอีกอันหนึ่ง การสร้างของเรา เวลาศึกษาพระไตรปิฎกเห็นไหม ตั้งแต่พระโพธิสัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “เราเคยเป็นเวสสันดร เราเคยเป็นต่างๆ”

เราก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นตัวอย่าง เอาสิ่งนั้นมาสร้างปมขึ้นในหัวใจ ว่าจะเป็นอย่างนั้นๆ ไม่ต้อง! ให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ความจริงที่คาดหมายไม่ได้ ความจริงที่เกิดขึ้นมา สมาธิเห็นไหม เวลาจิตมันสงบเข้ามา เราจะคาดหมายว่าให้จิตเราสงบได้ไหม ความพอใจว่าจิตเราจะเป็นอย่างไร เราจะควบคุมได้ไหม

“การควบคุมได้ต้องเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติที่ชำนาญในวสี” ความสงบขึ้นมานี่ มันสงบเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นมาเห็นไหม พอจิตมันสงบเข้ามา มันมีความร่มเย็นเป็นสุขของมัน แล้วความร่มเย็นเป็นสุขนี่ เราจะทำประโยชน์อะไร

นี่ไงทำประโยชน์อะไร ความร่มเย็นเป็นสุขนี้ เราก็ว่าความร่มเย็นเป็นสุขนั้นเป็นธรรมแล้ว เป็นความพอใจของเราแล้ว มันเป็นอนิจจัง! มันเสื่อมสภาพแน่นอน ความร่มเย็นเป็นสุขอันนี้ จิตที่มันเป็นสมาธิ จิตที่มันมีความตั้งมั่น มันต้องมีการกระทำของมันออกไป แล้วมันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มันจะเกิดโลกุตตรปัญญา

โลกุตตรปัญญาเกิดขึ้นมาได้เพราะเหตุใด โลกกุตตรปัญญาเกิดขึ้นมาเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รื้อค้น ใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมแล้ว ถึงวางธรรมและวินัยไว้ ถ้าไม่มีใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ โลกุตตรธรรมมันก็เป็นโลกียธรรมทั้งหมด

เพราะเราเป็นสาวก สาวกะ สาวก สาวกะเป็นผู้ได้ยินได้ฟัง สาวก สาวกะจะไม่มีโอกาสที่จะตรัสรู้เองโดยชอบ ผู้ที่ตรัสรู้เองโดยชอบมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น คำว่า “เท่านั้น” คือว่ามันไม่มีธรรมวินัย ไม่มีการชี้นำ มันจะตรัสรู้ขึ้นมาโดยสิ่งนี้ แต่สิ่งนี้ในโลกเขายังไม่มีการเข้าใจกัน

แต่ในปัจจุบันนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไว้แล้ว และวางธรรมและวินัยไว้แล้ว เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่ พอจิตเราสงบเข้ามา เรารื้อค้นของเรา การรื้อค้นนี้มันมีช่องทาง เพราะมีผู้เดินนำหน้าไปแล้ว มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา องค์ศาสดาเจาะฟองไข่ เจาะอวิชชาออกมา “เราเป็นไก่ตัวแรกที่เจาะฟองไข่ออกมา”

สิ่งที่เจาะฟองไข่ออกมานี่คือก้าวเดินไปแล้ว แล้วเราประพฤติปฏิบัติมีครูมีอาจารย์ที่คอยชี้นำเราอยู่ เราจะก้าวเดินตามไป สิ่งที่ก้าวเดินไป คือทำตามธรรมวินัยอันนั้น ไม่ใช่ไปสร้างขึ้นมาอีกอันหนึ่ง

การสร้างขึ้นมาอีกอันหนึ่ง ก็ความเห็นของเราไง การสร้างมา พอจิตสงบจะเป็นอย่างนั้น จะไปยึดเขา แล้วปัญญาเกิดขึ้นมานี่ การสร้างขึ้นมาเพราะจิตมันอยากรู้อยากเห็น มันให้ค่าของมันไง ถ้าเป็นปัญญาต้องเป็นปัญญาอย่างนั้น แล้วออกมานี่ปากเปียกปากแฉะนะ เอาปัญญาอย่างนี้มาโต้เถียงกัน

แต่ถ้าเป็นปัญญาตามความเป็นจริง ไม่ต้องโต้เถียงกัน แม้แต่แค่แสดงออกก็รู้แล้วว่าเป็นปัญญาหรือไม่เป็นปัญญา ถ้าเป็นปัญญาเห็นไหม ครูบาอาจารย์ของเรานะ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ท่านจะให้เก็บปากเก็บคำ ให้อยู่ในที่สงบสงัด แล้วไม่อยู่ในที่คลุกเคล้า เพราะอะไร เพราะจิตมันจะเสื่อม

แล้วคนที่ประพฤติปฏิบัติ พอทำความสงบของใจขึ้นมาได้ แล้วใช้ปัญญาขึ้นมาได้ เวลามันเสื่อมไปนะ คอตกนะ สิ่งนี้คอตกเลย แล้วจะมาปากเปียกปากแฉะกัน พูดแจ้วๆๆ อยู่อย่างนั้น มันไม่เข้ากับธรรมะหรอก มันไม่เข้ากับสัจจะความจริงหรอก มันไปสร้างสังคมอีกสังคมหนึ่งขึ้นมา สังคมในการโต้วาทีกันไง สังคมในการเอาธรรมะมาโต้แย้งกัน สังคมโต้แย้งกันด้วยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ว่าประพฤติปฏิบัติธรรม นี่เราศึกษากันเพื่อลับคมปัญญา ปัญญาจะได้คมกล้า จะได้ชำระกิเลส มันกิเลสหลอกใช้ ปัญญาของกิเลสทั้งนั้นนะ

ถ้าปัญญาของธรรม มันคมกล้า มันจะไปฟันหัวใจของใคร มันจะไปฟันกิเลสที่ไหน กิเลสมันอยู่ที่หัวใจของเราใช่ไหม กิเลสมันอยู่ในความรู้สึกของเรา มันอยู่ในหัวใจของเรา เราต้องเอาใจของเรา แก้ใจของเรา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วกิเลสมันเกิดจากเรา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วเกิดสิ่งที่เป็นคุณธรรมก็เกิดจากหัวใจของเรา ทำไมไม่เอามาเป็นที่พึ่งของเราล่ะ เราไม่มีสิ่งใดจะเป็นที่พึ่งเลย เราเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสร้างสังคม สร้างความรู้สึก สร้างออกไปจากข้างนอก

แล้วพอจิตเข้ามา จิตมันก็เป็นไปเพราะมันมีปูนหมายป้ายทาง มันมีแนวทางของธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าจิตของเราก็จะเป็นอย่างนั้น มีความรู้สึกจะเป็นอย่างนั้น นี่ไงมีความรู้สึก มันพูดปากเปียกปากแฉะ แล้วมันไม่เสื่อมไง มันเสื่อมไม่ได้เพราะมันไม่เป็นธรรมไง มันเป็นสัญญาอารมณ์ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากหัวใจ มันเป็นสัญญาอารมณ์ แล้วเอาสัญญาอารมณ์นี้ออกไปโต้แย้งกัน ยิ่งโต้แย้งกัน ยิ่งลับคมปัญญา มันเป็นตรรกะ มันเป็นภาษาที่สละสลวย ที่เราคิดมุขขึ้นมาก็ว่ากันไป

แต่ถ้าเป็นความจริง โลกุตตรธรรมไม่เป็นอย่างนั้น โลกุตตรธรรมนี่ ปัญญาเกิดขึ้นมา สุตมยปัญญา คือการศึกษาเล่าเรียน จินตมยปัญญา คือจินตนาการความเห็นของจิตที่มันจินตนาการไป ภาวนามยปัญญาขึ้นมา มันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

มันเกิดขึ้นมาเพราะมีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าวางไว้เอง ธรรมและวินัยเห็นไหม สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนาล้วนๆ ปัญญาเกิดจากจิต ที่มันทำความสงบของใจเข้ามา แล้วมันออกรู้ออกเห็น

แต่ในปัจจุบันนี้เรารู้เราเห็นด้วยสัญชาตญาณ เรารู้เราเห็นด้วยสายตา เรารู้เราเห็นด้วยความรู้สึกของเรา ความรู้ความเห็นนี้มันรู้ด้วยกิเลสเห็นไหม ความรู้ด้วยกิเลสก็ความรู้ด้วยเราไง นี่ไงสร้างโลก

สร้างสังคม สร้างโลก ความรู้สึกอีกอันหนึ่งขึ้นมา มันไม่ใช่ล้างโลก การล้างโลก คือล้างโลก ล้างวัฏสงสารนะ การล้างวัฏสงสารทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ทำใจให้สิ้นสุดกิเลสออกไป แต่เราปฏิบัติแท้ๆ เลยแหละ แต่เราไปสร้างขึ้นมาอีกอันหนึ่ง แล้วมันเข้ากับธรรมไหม มันไม่เข้ากับธรรมตั้งแต่พฤติกรรมของใจ ตั้งแต่การทำความสะอาดของใจ

ความสะอาดบริสุทธิ์เห็นไหม สิ่งที่มันสกปรกโสโครก เขาต้องทำความสะอาดขึ้นมา มันถึงจะสะอาดขึ้นมาได้ แต่หัวใจของเรานี่มันมีแต่อวิชชา ความไม่รู้ว่าโสโครกเพราะมันไม่รู้ มันไม่รู้จักตัวมันเอง มันมีตัณหาความทะยานอยาก พอไปกระทบสิ่งใดขึ้นมา เห็นไหม กระทบรูป รส กลิ่น เสียง มันให้โทษ ให้โทษกับหัวใจของเรา มันเหยียบย่ำในหัวใจของเรานะ อยากได้ อยากเห็น อยากรู้ อยากเป็น มันเหยียบย่ำใจทั้งนั้นน่ะ

มันเหยียบย่ำขึ้นมาเพราะอะไร เพราะมันเป็นอวิชชา พลังงานตัวนี้ด้วยความไม่รู้ตัวของมัน พอมันเข้าไปในตัณหาความทะยานอยาก เข้าไปในขันธ์ เข้าไปในความรู้สึกมันสื่อออกไปเห็นไหม มันไปกว้านโลกมาทั้งโลกมาเหยียบตัวมันนะ

เวลามันตายไป โลกก็อยู่อย่างนี้ ถึงเราไม่เกิดมา เราเป็นจิตวิญญาณอยู่ โลกเขาก็อยู่อย่างนี้ เราเกิดในสามโลกธาตุเห็นไหม กามโลก รูปโลก อรูปโลก มันก็ไปในวัฏสงสาร เวลาเราเกิดในโลกนี้เห็นไหม เราไปกว้านโลกมาเหยียบย่ำหัวใจของเราเอง แล้วเราจะมาชะล้าง เราก็สร้างภาพ สร้างโลกเห็นไหม

นิพพานเป็นอย่างนั้น นรกสวรรค์เป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องข้างนอกทั้งนั้นนะ นิพพานเป็นนิพพาน นิพพาน! ผู้ที่ประพฤติปฎิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แต่หัวใจของเราล่ะ หัวใจของเรา เราไปสร้างนิพพานขึ้นมา ไปสร้างสังคมขึ้นมาอีกอันหนึ่ง มันเป็นการสร้างโลก ประพฤติปฏิบัติมีแต่การสร้างโลก แล้วก็ให้ค่ากันไปในสังคมสังคมหนึ่ง

แต่ในผู้ประพฤติปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ “ล้างโลก ล้างสงสาร” ล้างโลก โลกอยู่ที่ไหน โลกคือหัวใจของเรา โลกคือปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิตที่มาเกิดเป็นเรา สิ่งนี้คือโลกทัศน์ของเรา ถ้าเราจะล้างโลกของเรา จิตมันต้องสงบมาที่โลกของเรา ถ้าจิตสงบเข้ามาเห็นไหม เหมือนโลกของเรา พลังงานมันจะมาล้างโลกของเรา ถ้ามันสงบเข้ามา มันจะเห็นตัวของมัน ถ้าจิตสงบ “จิตเห็นอาการของจิต” ความคิดที่ออกไปกว้านโลกธาตุเข้ามา ความคิดที่เกิดจากจิต เพราะความคิดมันเกิดจากจิต มันเกิดจากตัณหาความทะยานอยาก

“ความคิดของคนมีคุณค่าไม่เท่ากัน มีคุณค่าไม่เหมือนกัน”

มีคุณค่าไม่เหมือนกันเพราะอะไร เพราะคน จริตนิสัยของคนคิดต่างๆ กัน โทสะจริต ถ้าสิ่งใดกระทบกระเทือนแล้วมันจะมีความโกรธตลอดเวลา โลภะจริต เขาไม่ต้องให้หลง มันก็หลงไปพอใจกับเขา ไปก่อนเลยเห็นไหม ราคะจริต... สิ่งต่างๆ มันเป็นจริตนิสัย สิ่งใดถ้าเป็นจริตของมัน มันได้สิ่งที่เข้าไปกระเทือนหัวใจ มันจะเกิดอาการรุนแรงของมัน ตามธรรมชาติของมัน นี่ไง สิ่งนี้มันออกไปหาเหยื่อของมันเห็นไหม เราจะล้างโลกล้างสงสารขึ้นมา เราต้องทำความสงบของใจเข้ามา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงวางธรรมวินัยไว้เห็นไหม ทาน ศีล ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะอะไร เพราะต้องฝึกฝนขึ้นมา อยู่ดีๆ ฟืนดิบๆ จะจุดไฟให้มันติดน่ะ อยู่ดีๆ ก็ประพฤติปฏิบัติเลย เราไม่ต้องไปทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ฟืนนะเขาต้องเอาไปตากแห้งก่อน ฟืนนะเขาต้องให้มันแห้ง แล้วใส่ไฟมันจะจุดติดไฟได้ดี

นี่ก็เหมือนกัน จิตของเรามันยังไม่ได้มีความสงบ ไม่มีพื้นฐาน ถ้ามีความสงบมีพื้นฐาน ที่ว่าความสงบไม่มีความจำเป็น เพราะมีความสงบของเราอยู่แล้ว เรามีความสงบพอสมควรแล้ว เราใช้ปัญญาของเราไปได้เลย ปัญญาอย่างนี้ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เราเป็นช่องทางทางหนึ่ง เขาเรียก “ปัญญาอบรมสมาธิ”

ถ้าปัญญาอบรมสมาธิเพราะอะไร เพราะปัญญาของเราเห็นไหม นี่มันไปกว้านโลกมาเหยียบย่ำหัวใจของเรา เพราะมันไปกว้านโลกมาเหยียบย่ำหัวใจของเรา กว้านโลกนี่เป็นวัตถุนะ แต่ความคิดที่มันเปรียบเทียบกับโลกนะ มันก็ไปกว้านเข้ามา แต่ไปกว้านเป็นจินตนาการเข้ามาให้เป็นรูปขึ้นมา เป็นความคิดขึ้นมา แล้วความคิดขึ้นมามันคือพลังงานที่ออกไปจากใจ มันก็กลับมาเหยียบย่ำ กลับมาทำลายให้หัวใจให้เป็นทุกข์ใช่ไหม

ถ้าเรามีสติปัญญาไล่ตามทัน สิ่งที่เราใช้ปัญญาไปคิดถึง.. คิดถึงเรื่องอะไร เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง เรื่องเครื่องจักรเครื่องกล เรื่องแก้วแหวนเงินทอง มันเป็นแร่ธาตุ มันเป็นความจริงอันหนึ่ง

แต่ไอ้คนที่ไปคิดนะ ไอ้ใจที่ไปคิดขึ้นมา แล้วเอาความรู้สึกชอบใจ พอใจ เสียใจอะไรต่างๆ ผลมันกระเทือนหัวใจ ถ้าสติปัญญามันไล่ตามมันไปเห็นไหม ความคิดอย่างนี้เป็นประโยชน์อะไรกับเรา สิ่งที่เป็นของเราก็เป็นของเราวันยังค่ำ มันก็อยู่ของเราไปอย่างนั้นแหละ แต่ไอ้ความไปผูกพันไปยึดมั่นถือมั่นนะ มันมีความทุกข์ขนาดไหน ถ้าปัญญามันไล่เข้ามาไง ไล่เข้ามา มันปล่อยที่อุปาทาน ปล่อยที่ความยึดมั่นถือมั่น ยึดติดอันนั้น

แก้วแหวนเงินทองมันก็กองอยู่นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่เราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นมาให้เป็นทุกข์กับเราเห็นไหม นี่ไง ปัญญาที่มันไล่ทันน่ะ รูป รส กลิ่น เสียงต่างๆ เสียงสรรเสริญ เสียงนินทา เสียงต่างๆ ที่เขาติฉินนินทาเรา มันเป็นความทุกข์ทั้งนั้นน่ะ

ถ้าปัญญาเราไล่ทันไป ก็มันปากของคน คนมันก็พูดเป็นธรรมชาติของมัน แล้วมันรู้จริงหรือเปล่า มันพูดมามันรู้เรื่องของเราไหม มันก็พูดไปตามที่มันเข้าใจนั่นน่ะ แล้วเราจะไปทุกข์ร้อนอะไรกับมัน นี่ไง ปัญญาพอไล่เข้ามานี่คือปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาจะกลับมาที่โลกทัศน์ของตัว ปัญญาจะกลับมาเห็นไหม ที่ว่าจะล้างโลก ล้างโลกน่ะ

ถ้าจะล้างโลกมันต้องเห็นโลกของตัวเองก่อน โลกของตัวเองก็ไม่เห็น แต่ไปสร้างโลกใหม่ขึ้นมา !

เวลาจะประพฤติปฏิบัติก็ไปสร้างธรรมะขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง สร้างธรรมะตามแต่ใจมันพอใจ ถ้าใจไม่พอใจมันก็บอก อันนั้นไม่ใช่ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคนแต่งเติมเข้ามา แต่ถ้ามันพอใจก็ว่า ธรรมนี้เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ธรรมเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะไม่ใช่ธรรมของเรา

จะรู้ จะประพฤติปฏิบัติ มันต้องเกิดจากธรรมของเรา ธรรมของผู้ที่สมาธิเป็นสมาธิของจิตดวงนั้นที่สร้างขึ้นมา ปัญญาก็เป็นปัญญาของจิตดวงนั้น ที่เข้าไปภาวนามยปัญญา คือเข้าไปทำลายกิเลสดวงนั้น มันเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไหน ?

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมวินัยเห็นไหม ธรรมวินัยเป็นศาสดา เป็นผู้บอกผู้ชี้ทาง แต่ในการประพฤติปฏิบัติมันเกิดจากเรา แล้วเกิดขึ้นกับเรา มันต้องซื่อตรง ซื่อสัตย์ กับธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าเราสร้างของเราขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง อีกความเห็นหนึ่ง เป็นการสร้างภาพสร้างโลก ไม่ใช่ล้างโลก เป็นการสร้างโลก ไปสร้างโลกมันก็วนในวัฏฏะ

ดูสิ บางคนจิตที่ไปเกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหมเห็นไหม สิ่งที่เกิดในเทวดา ในอินทร์ ในพรหมนี่ มันโลกของจิตวิญญาณนะ “โลกทิพย์” สิ่งต่างๆ ที่เขาเห็นของเขานะ เขาเป็นอยู่ของเขา สังคมของเขา เขารู้ของเขา โดยปกติธรรมดาของเขา นั่นไง นั่นก็เป็นโลกหนึ่ง สิ่งนั้นเป็นทิพย์นะ ไม่มีวัตถุอย่างที่เราจับต้องอย่างนี้

แล้วในปัจจุบันนี้ โลกที่เป็นเรานี้ นี่ไง สร้างโลก โลกไหน ถ้ามันจะล้างโลก โลกที่ปฏิสนธิจิต มันไปได้ทั่วสามแดนโลกธาตุ มันไปได้ทุกภพทุกชาติ ถ้ามันล้างทุกภพทุกชาติ เราจะจบสิ้นที่นี่ไม่ได้

ดูสิดูสมัยพุทธกาลนะ กษัตริย์ไม่เชื่อว่ามีโลกหน้า คือการเกิดการตายไม่มี เอานักโทษมานะ เอาแก้วครอบไว้ เวลาตายจะดูวิญญาณออกจากร่างก็ไม่เห็น เอานักโทษมาฆ่า สั่งไว้เลยถ้าไปสวรรค์หรือไปนรกให้มาบอกด้วย เขาไม่เชื่อ เขาจะเห็นให้ได้

ไม่มีทาง! เห็นไม่ได้ จิตวิญญาณเป็นจิตวิญญาณที่เราจะไปเห็นไม่ได้

ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อ เห็นไหม จิตวิญญาณของเรา ความรู้สึกของเรา สติของเรา ปัญญาของเรา ย้อนกลับมาที่เรา มันจะมาเห็นในหัวใจของเรา มันจะมาแก้ไขกันที่ใจของเรา คนเชื่อไม่เชื่อนั่นมันเรื่องของเขา มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา ถ้าเป็นเรื่องของเรา เราต้องแก้ไขใจของเรา ถ้าเขาไม่เชื่ออย่างนั้น เขาจะสร้างโลกของเขาอย่างนั้น เขาจะมีความเห็นของเขาอย่างนั้น มันก็เป็นกรรมของสัตว์

สัตว์เกิดมาแล้วนี่ ทุกคน ทุกตัวสัตว์เกิดมาแล้วด้วยบุญกุศล ถ้าไม่ได้บุญกุศล ก็ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่เกิดเป็นบุญกุศลแล้ว มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากของแต่ละบุคคล

แต่ละบุคคลมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตัวขึ้นมา เวลามาประพฤติปฏิบัติเห็นไหม ก็ตัวเองพึ่งตัวเองไม่ได้ ก็ต้องอ้างว่าสิ่งนี้เป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร เพราะเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของคนในสังคม แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสรู้จริง ปรินิพพานไปแล้วด้วยความเป็นจริง เราก็ต้องยึดตัวนี้เพราะกิเลสมันขี่คอเรา แต่เวลามันอ้างอิง แล้วมันก็สร้างภาพซ้อนขึ้นมา พอซ้อนขึ้นมา การประพฤติปฏิบัติของเรามันถึงไม่เป็นจริง

ถ้าเราจะล้างโลกจริง เราต้องทำตามความเป็นจริงอันนั้น เรากำหนดเป็นสมาธิก็ได้ กำหนดพุทโธ พุทโธ มันเป็นเจโตวิมุตติ ให้จิตมันสงบเข้ามา แต่ถ้ามันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ...

การใช้ปัญญาอบรมสมาธิ มันเป็นแค่ปัญญาอบรมสมาธิเท่านั้น มันจะเป็นอื่นไปไม่ได้เลย เพราะอะไร เพราะปัญญาอบรมสมาธินี่ เพราะโลกทัศน์เรา ความคิดของเรามันยังสกปรกอยู่ อวิชชามันยังคลุมหัวใจเราอยู่ สิ่งที่คลุมหัวใจเราอยู่ คิดขนาดไหน เป็นขนาดไหน มันก็ออกไปจากอวิชชานี่

แต่ถ้ามันเป็นปัญญาอบรมสมาธิเข้ามา มันไล่ต้อนเข้ามานี่ จนกว่ามันจะสงบเข้ามา มันปล่อยวางเข้ามาๆ สิ่งที่มันไปยึดไปเหนี่ยวไว้ มันให้ผลเป็นความสะเทือนหัวใจ มันสลัดเข้ามานี่ มันมีความสุขนะ “ความคิดอันหนึ่งให้ผลเป็นโทษ” เพราะความคิดอย่างนี้ คิดออกมาจากความไม่รู้จริงของเรา ทั้งๆ ที่ข้อมูลหรือสิ่งที่รับรู้จริงนั่นแหละ แต่รับรู้เข้ามาแล้วมันเป็นประโยชน์อะไรกับหัวใจของเรา

มันเป็นประโยชน์กับโลก เพราะโลกนี้ข้อมูลข่าวสาร โลกเขาเอาข้อมูลข่าวสารนั้นมาบริหารจัดการขึ้นมา เพื่อผลประโยชน์ของเขาในทางโลก ทางโลกเห็นไหม โลกนี้เป็นอนิจจัง คนเกิดมาแล้วต้องตายทั้งหมด แล้วข้อมูลข่าวสารที่เอามามันเป็นประโยชน์กับทางโลก มันก็ใช้ประโยชน์กับทางโลก มันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย มันไม่ได้ประโยชน์กับหัวใจ

ถ้าเป็นประโยชน์กับหัวใจ มันต้องรู้เท่าทันตัวเอง ไม่ใช่ไปรู้ข้อมูลข่าวสารของโลก มันต้องรู้จักโลก โลกทัศน์ของตัว มันต้องรู้จักจุดที่จะล้างโลก จุดที่จะล้างโลกมันต้องสงบเข้ามาของมันเห็นไหม ประโยชน์ที่มันจะได้ต่างกัน ประโยชน์ของโลกเขา เขาก็ได้ประโยชน์ทางโลกของเขา แต่เป็นโทษในการประพฤติปฏิบัติ

ประโยชน์ของการประพฤติปฏิบัติ ต้องไม่มีข้อมูลข่าวสารเข้าไปกระตุ้นให้มันฟูขึ้นมา กระตุ้นหัวใจนี่มันจะสงบได้ยาก แต่ถ้าเราสำรวมอินทรีย์ เราไม่รับรู้สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น รับรู้แต่ชีวิตของเรา รับรู้แต่พลังงานตัวนี้ แล้วใช้สติปัญญาไล่ต้อนมันเข้ามาเห็นไหม มันเป็นข้อเท็จจริงตามธรรมวินัย เราจะล้างโลก เราจะต้องเห็นโลก เห็นโลกทัศน์ เห็นสมาธิ เห็นฐีติจิต เห็นที่ตั้งของเรา

ถ้าเห็นที่ตั้งของเรา ควบคุมที่ตั้งของเรา เราจะเข้าบ้านนะ เราเปิดประตูไม่เป็น เราไม่รู้จักประตูอยู่ที่ไหน เราจะเข้าบ้านได้อย่างไร เราจะรู้จักตัวเราเอง รู้จักการกระทำของเราเอง รู้จักโลกทัศน์ของเรา รู้จักที่อยู่ของเรา เราไม่รู้จักที่อยู่ของเรา เราจะไปแก้ไขกันที่ไหน

นี่ไง ถ้าจะแก้ที่หัวใจของเรา เราต้องย้อนกลับเข้ามา ตั้งสติเข้ามา ตามธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วางไว้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทดสอบมากับเจ้าลัทธิต่างๆ มา ๖ ปีนะ เจ้าลัทธิต่างๆ ไม่ใช่ นั่นก็ไม่ใช่

สัญชัย ไม่ใช่ ทุกอย่างไม่ใช่ ในไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่มีอะไรคือไม่มี ไม่ใช่ ไม่มี แล้วมันเป็นอะไรล่ะ? มันก็เป็นการเกิดตายเปล่าๆ ไง

เกิดตายเปล่าๆ เพราะมันเป็นเรื่องโลกภายนอกใช่ไหม ในเจ้าลัทธิต่างๆ พระพุทธเจ้าไปศึกษามาหมดแล้ว พอมาทำความสงบของใจ ไปเรียนกับอาฬารดาบสเห็นไหม ให้ทำฌานสมาบัติอีก ไปสงบไว้เฉยๆ ปัญญาก็ไม่เกิดอีก

พอสงบขึ้นมาแล้ว จิตมันลงหมดเลย สมาบัติ ๘ ความสงบถึง ๘ ขั้นตอนนะ โอ๋.. รู้ไปหมด เห็นไปหมดเลย แล้วมันได้อะไรขึ้นมาล่ะ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดเห็นไหม สมาธิโดยตัวมันเองก็แก้กิเลสไม่ได้ ปัญญาที่ไม่มีสมาธิเป็นโลกียปัญญา ปัญญาของโลก โลก การสร้างโลก มันจะแก้กิเลสได้อย่างไร มันก็แก้กิเลสไม่ได้ สิ่งต่างๆ เครื่องมือมันมีอยู่ แต่ผู้รู้จริงยังไม่มี เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับมานั่งตั้งแต่โคนต้นโพธิ์ นี่ไง ย้อนกลับไปถึงอานาปานสติ สิ่งที่ความสงบของใจเข้ามา แล้วออกรู้ พอออกรู้เพราะธรรมยังไม่เกิดใช่ไหม บุพเพนิวาสานุสติญาณ ออกรู้ตามข้อมูล จิตออกรู้ข้อมูลของจิต พอจิตมันเข้าถึงข้อมูลของมัน มันก็รู้ตามข้อมูลนั้น

เพราะนี่จะล้างโลก จะเข้ามาที่ตัวโลกของตัว เข้าไปถึงข้อมูลของตัว ข้อมูลนั้นมันก็ย้อนไปที่อดีตชาติ สิ่งที่มันได้สะสมข้อมูลมา มันก็ย้อนไปหมดเลย สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ ไม่มีต้นไม่มีปลาย สาวไม่มีวันสิ้นสุดเลย เพราะอำนาจวาสนาดึงกลับมาเห็นไหม ดึงกลับมา พยายามทำให้ลึกเข้าไป

นี่ข้อมูล ตั้งแต่ข้อมูลที่มันมีอยู่เห็นไหม มันย้อนอดีตชาติไป ข้อมูลอันนี้ยังมีอยู่ บุญกุศลจากข้อมูลนี้ ข้อมูลที่ทำมา ภพชาติที่ได้สร้างมา มันเกิดบุญกุศล เกิดพลังงานนี้ พลังนี้มันจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า จุตูปปาตญาณ มันยังไปอีกเห็นไหม โดยธรรมชาติของมัน สัจธรรมมันเป็นอย่างนี้ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ สิ่งที่ว่าศึกษามาจากข้างนอก ศึกษามาจากเจ้าลัทธิต่างๆ มาแล้ว โดยทฤษฎีของเขา มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

มันเป็นประโยชน์ทางข้อมูล ข้อมูลของโลก ไม่ใช่ข้อมูลของโลกทัศน์ของเรา ไม่ใช่ข้อมูลความจริงของเราที่เราจะล้างโลก พอกลับมาตั้งแต่ปฐมยาม ตั้งแต่มัชฌิมยาม ถึงเข้าอาสวักขยญาณ นั่น! สิ่งนั้นเห็นไหม สิ่งที่มีอยู่ ของที่มีอยู่ ทำสมาธิ ๘ ขั้นตอนนั้น มันเป็นสมาธิที่เข้าออกตามธรรมชาติของมัน ตั้งแต่อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ มันเป็นพื้นฐานของมัน มันเป็นสัมมาสมาธิที่มีพื้นฐาน รู้เข้าไปในข้อมูลอันนั้น มันทดสอบกันมาแล้ว มันเห็นว่าสิ่งนี้มันเป็นข้อมูลที่มีอยู่ แล้วอาสวักขยญาณมาจากไหน อาสวักขยญาณ สิ่งที่ข้อมูลนี้ มันเป็นอดีต อนาคต

แล้วสิ่งในปัจจุบันล่ะ ในปัจจุบัน อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ในปัจจุบันคือความไม่รู้ตัวของมันไง โลกนี้ พลังงานนี้มันเป็นอวิชชา พลังงานเฉยๆ แต่ตัวพลังงานไม่รู้จักตัวพลังงานมันเอง ตัวพลังงานถ้าไม่มีการควบคุม มันก็ไหลลงไปในบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ แต่ถ้าเราเอาพลังงานตัวนี้ เอามาชำระตัวมันเอง เห็นไหม อาสวักขยญาณเข้าไปทำลายอวิชชา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ มันก็เกิดภพเกิดชาติ

คำว่าเกิดภพเกิดชาติ เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ย้อนออกไปในข้อมูล ถ้าย้อนกลับไปทำลาย มันเป็นวิชชาใช่ไหม หดสั้นเข้ามาแล้วถึงทำลายตัวมันเองหมด นี่ไง สิ่งที่มีอยู่ แต่ยังไม่มีใครใช้ ใช้กันไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

“ธรรมะมีอยู่ ธรรมะมีอยู่” ธรรมะอยู่ที่ไหน? สมาธิก็เป็นธรรมะอันหนึ่ง ปัญญาก็เป็นธรรมะอันหนึ่ง แต่ธรรมะนี้มันแตกกระจายไป ไม่มีใครเก็บรวบรวมเข้ามา จนกระบวนการของมันทำที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าทำที่สิ้นสุดแห่งทุกข์เห็นไหม กระบวนการนี้ทำหมดแล้ว นี่ไง ล้างโลกล้างสงสาร

เวลาเราทำความสงบของใจเราเข้ามา ถ้าจิตเราจะสงบเข้ามา มันก็เข้าไปอยู่ในข้อมูล ในข้อมูลเห็นไหม ถ้ามันอยู่กับข้อมูลอยู่ต่างๆ นั้น เรารักษาของเรา เราออกฝึกหัดของเรา มันจะผิดจะถูกให้มันเป็นความจริงของเรา

“จิตถ้ามันไม่สงบเข้ามา ไม่ถึงหลักถึงฐาน” ดูสิ จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญา คือการภาวนาที่เกิดขึ้นจากการภาวนา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการภาวนา แล้วภาวนา ภาวนากันที่ไหน ภาวนากันเอง มันเป็นกิเลส อุปกิเลส เวลามันเป็นอุปกิเลส ถ้าจิตมันสงบเข้าไปเห็นไหม มันสว่างขนาดไหน โอภาสขนาดไหน มันเป็นกิเลสละเอียด พอเป็นกิเลสละเอียด ไม่เข้าใจกิเลสละเอียดอีก ก็ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม เป็นธรรม ไปติดมันอีก

นี่เพราะอะไร เพราะอินทรีย์เราอ่อน เพราะความมุ่งหมายของเรามันไม่มีกำลังพอ

ถ้าความมุ่งหมายของเรามีกำลังพอ สิ่งใดเกิดขึ้น ตั้งสติไว้ ตามรู้เข้าไป ตั้งสติไว้จะเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันปล่อยวางขนาดไหน มันปล่อยนะ ปัญญาอบรมสมาธิ เวลามันปล่อย สุขมาก.. ปล่อยวางมาก.. แล้วเราควบคุมใจเราได้ด้วย พอควบคุมใจ เขานึกว่าใจนี้ควบคุมได้แล้วนั้นคือนิพพาน คือสิ่งที่มันจะไม่ให้ทุกข์กับเรา

มันไม่ให้ทุกข์กับเราเพราะ! เพราะเราไหลตามมันไป เราไม่ขืน เราไม่โต้แย้ง ถ้าเราขืน เราโต้แย้งนะ ถ้ามันจะมีกำลังนะ มันกระทืบเราเลย หันมากระทืบหัวใจเลย เพราะไปขัดแย้งมัน มันไม่พอใจ

ถ้าเราไปขัดแย้งมัน การขัดแย้งนี่ไง การขัดแย้ง การกางตะข่าย ควานหาพลังงานตัวนี้ นี่ไงปัญญาอบรมสมาธิ! เพราะมีความขัดแย้ง มีการโต้แย้ง มันเห็นความถูกความผิด ถ้าไม่มีปัญญาการโต้แย้ง การขัดแย้ง มันจะไหลไปตามมัน พอไหลไปตามมัน เราก็โอ้โลมปฏิโลมไปตามความรู้สึกของเรา มันเป็นนามธรรมใช่ไหม ความรู้สึกเป็นวิญญาณ เป็นนามธรรมใช่ไหม มันก็มีภาพว่าง มีภาพความพอใจ มันก็ว่านี่นิพพาน นี่เป็นธรรม

ไม่มีหรอก! ไม่เป็นหรอก เพราะ! เพราะมันเป็นการสร้าง.. สร้างโลกอีกโลกหนึ่ง

แต่ถ้าเป็นการล้างโลก ล้างโลกเห็นไหม พอจิตสงบเข้ามา จิตเราสงบเข้ามาขนาดไหน ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ หรือใช้กำหนดพุทโธก็ได้ ปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา นี่ไง สิ่งที่มีอยู่เราใช้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้เป็นศาสดา เป็นผู้ที่ใช้เครื่องมืออย่างนี้ทำลายกิเลสในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแล้ว แล้ววางธรรมวินัยไว้ แล้วเราซื่อสัตย์ เราทำของเราไป เวลาจิตมันสงบเข้ามา แล้วออกใช้ปัญญา ออกใช้สิ่งที่เห็น ออกใช้ปัญญามันสะเทือนหัวใจนะ ออกใช้ปัญญา เห็นไหม

จิตที่ออกใช้ปัญญา จิตตภาวนา จิตคือฐีติจิต จิตคือโลก แล้วเราจะล้างมัน เราจะล้างโลกแล้วเข้าถึงฐีติจิต ฐีติจิตมันออกไป ความเห็นความต่างเห็นไหม จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนานี่ ผู้ที่ภาวนามันเห็นความต่าง ความต่างที่ว่าขณะที่ปัญญาเราเกิด ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาโลกียปัญญาที่ใคร่ครวญธรรมะ ตรึกในธรรม.. ตรึกในธรรม.. นี่ปัญญาอบรมสมาธิทั้งนั้นน่ะ เพราะเราตรึกในธรรม นี่มันเกิดความสลด เกิดความสังเวช เกิดการเห็นโทษ

นี่ไง ตรึกในธรรมผลของมันคือสลดสังเวชใช่ไหม ธรรมะ ปลงธรรมสังเวช สังเวชในชีวิต สังเวชต่างๆ จนหดสั้นเข้ามา “มันตรึกในธรรม แต่ไม่ใช่ตัวธรรม!” เพราะเราตรึกแล้วมันเกิดการขนพองสยองเกล้า มันเกิดเห็นสภาวธรรม

ตรึกในธรรม ตรึกในธรรมเพราะอะไร เพราะตัวจิตมันตรึก ตัวจิตคือตัวโลก ตัวโลกเห็นไหม นี่มันสร้าง มันสร้างขึ้นมา แต่พอมันสงบเข้ามาถึงตัวมัน ถึงตัวมัน! พอถึงตัวมัน คือจิตเห็นอาการของจิต นี่ตรึกในธรรม ธรรมของค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาเราเห็น จิตเห็นอาการของจิต คือเห็นสภาวธรรม เห็นสภาวธรรมเพราะว่าอาการกับจิตมันมีสติมีปัญญา มันกระทบกระเทือนกัน นี่ไงล้างโลก มันต้องเอาโลกล้างโลก เอาโลก เอาฐีติจิต เอาจิต เอาสมาธิออกไปล้าง จิตเห็นอาการของจิตไปพิจารณากัน

พิจารณากายก็เหมือนกัน มันต้องพิจารณาของมันสภาวะแบบนั้น ! นี่ล้างโลกนะไม่ใช่สร้างโลก ถ้าสร้างโลกมันสร้างอารมณ์ สร้างความรู้สึกแล้วไหลตามมันไป ไม่มีสิ่งใดตอบสนองเลย มันเป็นนิพพานของสังคม สังคมที่สร้างกันขึ้นมา ไม่ใช่นิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้าเป็นนิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ต้องชำระล้างเข้าไป มรรค ๔ ผล ๔ พิจารณากาย พิจารณาจิต พิจารณาธรรม การพิจารณานี่แล้วแต่จริตนิสัย แล้วแต่ความเห็น แล้วแต่กำลัง แล้วแต่จริต แล้วแต่ครูบาอาจารย์ที่จะชี้นำ ครูบาอาจารย์นะ เราปฏิบัติแล้ว เราเห็นของเราแล้ว เราทำของเราแล้ว มันไม่ได้ตามความเป็นจริง ไม่ได้ตามความเป็นจริงนะเพราะอะไร เพราะมันเสื่อม จิตมันเสื่อมนะ

การกระทำผลที่จะได้ขึ้นมา ถ้าจิตมันเป็นสัมมาสมาธิ มันมีกำลังของมัน มันพิจารณาของมัน มันจะปล่อยนะ อารมณ์ที่ปล่อยนี่ ปัญญาอบรมสมาธิ มันว่างๆ เฉยๆ ถ้ามีสติมันจะเป็นสัมมา แต่ถ้าขาดสติเห็นไหม ขาดสติมันก็ว่างไหลไป พอไหลไปนี่เป็นมิจฉานะ เป็นสมาธิก็มิจฉาเพราะไม่มีใครควบคุมมันได้ ถ้าเราควบคุมสิ่งนี้ได้ มันเป็นแค่เครื่องมือขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วพระพุทธเจ้าเอามารวมกัน พิจารณากันไปเป็นมรรคญาณขึ้นมา

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาจากใจ สติเราก็ฝึกขึ้นมา สมาธิก็ฝึกขึ้นมา ปัญญาก็ฝึกขึ้นมา แล้วมันมีกำลังของมัน มันหมุนไปนะ ปัญญามันหมุนไป ตัวจิต ตัวกำลัง ตัวสมาธิ ตัวภพ ตัวอะไรต่างๆ มันหมุนของมันไป แล้วอาการของมันที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบขึ้นมา แล้วมันทำลายกัน มันทำลายกัน มันปล่อยอย่างไร พอมันปล่อยขึ้นมา ความเห็นที่ปล่อยที่เป็นปัญญาอบรมสมาธินี่อย่างหนึ่ง

ขณะที่ปล่อยเห็นไหม เพราะอะไร เพราะกิเลสมันเริ่มโดนสะเทือนแล้ว กิเลสมันเริ่มโดนธรรมจักร เริ่มโดนคุณธรรม ธรรมะ! ธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติเห็นไหม นี่ธรรมะส่วนบุคคลไง ธรรมะเกิดขึ้นมาจากเรา ธรรมะในตู้พระไตรปิฎกก็อย่างหนึ่ง ธรรมะที่ครูบาอาจารย์เทศนาว่าการก็อย่างหนึ่ง ใจดวงหนึ่งใจที่เป็นธรรม ที่เทศน์ออกมานั้นเป็นธรรม แต่ของเราฟังธรรมขณะนั้นคือฟังธรรมของท่าน จากดวงใจดวงหนึ่งยื่นมา แล้วดวงใจของเรารับมา แล้วมันหลุดมือไป มันรับขึ้นมา แล้วมันสร้างขึ้นมาไม่ได้ รับขึ้นมาแล้ว มันไม่เป็นประโยชน์กับเรา

ถ้าเรารับมา คือรับธรรมะมา แล้วเราพยายามสร้าง พยายามกระทำขึ้นมา เป็นธรรมขึ้นมาเห็นไหม สิ่งที่ทำขึ้นมามันก็เป็นธรรมะของเรา มันเป็นความเห็นของเรา มันเป็นความชุ่มชื่นของเรา เป็นความทุกข์ยากของเรา ความทุกข์ยาก ที่มันทำเป็นความทุกข์ยาก แต่เวลามันปล่อยขึ้นมา มันก็มีความชุ่มชื่น ความชุมชื่นนะ เป็นสมาธิก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกอันหนึ่ง เวลาปัญญาเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นมา มันชำระกิเลส มันเป็นตทังคปหาน ตทังคปหานคือ มันปล่อยวาง การปล่อยวางนี้ มันปล่อยวางโดยกิเลสยังไม่ขาด ปล่อยวางโดยกิเลสมันยุบยอบลง

กิเลสมันยุบยอบลง คำว่า กิเลส มาร พญามาร เจ้าวัฏจักร มันอยู่ในหัวใจของเรา มันไม่ปล่อยให้เราทำงานโดยความสะดวกสบายหรอก ถ้ามันโดนธรรมะ มันกลัวธรรมะ ธรรมะที่เราสร้างขึ้นมา ธรรมะที่มีสติ มีปัญญา มีการกระทำเข้ามา มรรคญาณที่เกิดในหัวใจนี่มันกลัวมาก เพราะมันมีกำลังแล้วมันทำลาย มันมีกำลังอย่างเดียว กิเลสกลัวธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูสิ เวลาเราตั้งใจ เห็นไหม เราตั้งใจเราขัดขืนมัน มันอยากทำเราไม่ทำ ไม่อยากทำชั่วเราไม่ทำ

นี่ไง สิ่งที่เราขัดขืน เอาอะไรมาขัดขืน ก็เอาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เอามาขัดขืนมัน ขัดขืนมัน ยับยั้งมัน ให้เป็นสมาธิขึ้นมาได้ แล้วพอจิตมันสงบเข้ามา มันเป็นภาวนามยปัญญาที่จิตเข้ามาภายใน เวลามันทำลาย จากยับยั้ง แค่ทำสมถะคือยับยั้งกดมันไว้ ยับยั้งให้จิตนี้ ให้โลกทัศน์นี้มันมีโอกาสได้มีการกระทำ สิ่งนี้มันขืนมันก็ขัดแย้ง ขัดใจพอสมควรแล้ว แต่เวลาเราเกิดปัญญาขึ้นมา เราทำลายมันด้วย ตทังคปหาน มันทำลาย มันปล่อยวางชั่วคราว สิ่งนี้มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกมันจะเห็นขึ้น

ในการประพฤติปฏิบัติชี้ ใช่! ถูกต้อง! เป้าหมายของเราคือนิพพาน เป้าหมายของเราคือสิ้นสุดแห่งทุกข์ แต่ในการปฏิบัติที่มันจะเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ มันต้องเกิดผลตามความเป็นจริง มันต้องมีพื้นฐานของมันขึ้นมา เป็นสมาธิเป็นอย่างไร จิตสงบเข้ามา เวลาจิตไม่สงบ จิตฟุ้งซ่าน จิตประพฤติปฏิบัติ ตรึกในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาธรรมมาแขวนคอเต็มไปหมดเลย พระไตรปิฎกผูกไว้เต็มตัวเลย แล้วมันมีอะไรขึ้นมา เพราะมันเป็นหนังสือใช่ไหม ตำรามันอยู่ข้างนอก ความสุข ความทุกข์มันอยู่ในหัวใจ

เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าจิตมันสงบเข้ามา มันเป็นกำลังของเรา มันเป็นความเห็นของเรา มันมีรสชาติอย่างไร รสชาติของความสงบของใจ รสชาติของสมาธิมันเป็นอย่างไร แล้วรสชาติของปัญญา เวลามันฟาดฟันกัน มันเห็น มันรู้ เป็นขั้นๆ ตอนเข้ามา ดูสิ เราไม่มีทางไม่มีที่พึ่งที่อาศัย เราอยู่กับโลก เราทุกข์ เรายากขนาดไหน เราไปอยู่ที่ไหน เรามีแต่บ่นทุกข์ๆๆๆ เราก็ไม่รู้ไม่มีทางออก

แต่พอมาเจอธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม ทุกข์เป็นสัจจะ ทุกข์เป็นความจริง เราจะแก้ไขทุกข์ด้วยการเผชิญกับทุกข์ เอาทุกข์มันมาตั้ง ทุกข์นี้เกิดจากอะไร

ทุกข์นี้เกิดจากเหตุ การกระทำของเราบกพร่องอย่างใด แล้วเรากระทำสิ่งที่บกพร่องให้มันสมบูรณ์ขึ้นมา ทุกข์มันก็จางไป ทุกข์มันก็หายไป นั่นไง พอได้ศึกษาขึ้นมามันก็ทึ่ง มันก็มีความศรัทธา มีความสนใจเห็นไหม เราก็มีทางออก

แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติ มันเป็นผลจากความละเอียดเข้าไปจากภายใน ผลจากความละเอียดใช่ไหม เราจะแก้ไขมัน เราจะทำลายมัน เราจะพิสูจน์ตรวจสอบกับมาร มารที่พาให้จิตนี้มาเกิด มารอวิชชาที่มันครอบงำหัวใจ ครอบงำหัวใจ! อวิชชามันกิเลสอย่างละเอียด มันเป็นพลังงานเฉยๆ แล้วมันออกมาเป็นกามราคะ ออกมาเป็นโลกระหว่างกายกับจิต ออกมาเป็นทิฏฐิความเห็นผิด มันหยาบ หยาบมาก!

เวลาประพฤติปฏิบัติเข้าไป สิ่งที่มันเป็นความเห็นผิดของจิต ความเห็นของหัวใจที่มันยึดสรรพสิ่งว่าเป็นเรา เป็นเรา.. มันหยาบมาก แล้วเราศึกษาธรรมะ ทุกคนรู้ ปากเปียกปากแฉะ ท่องบ่นได้หมดล่ะ “มันเป็นธรรมะสร้าง มันสร้างโลกสร้างธรรมไง” อุ้ย กายก็ไม่ใช่ของเรา.. อะไรก็ไม่ใช่ของเรา.. ไม่ใช่ของเรานี่มันสักแต่ว่าพูด แต่หัวใจมันเป็นไหม! นู้นก็ไม่ใช่เรา.. ธรรมะเข้าใจหมดล่ะ คนเกิดมาต้องตายหมด เราเองเราก็ต้องตาย..

นี่มันเป็นกิเลสบังเงานะ กิเลสมันอยู่ในหัวใจของเรา มันหลอกเราไปวันๆ หนึ่ง ว่าเรารู้ธรรม เราเห็นธรรม แต่ถ้าเราเผลอ เราเพลิดเพลิน เวลาจะล่วงเลยไป พอแก่เฒ่าชราขึ้นมานี่คอตกเลยนะ

แต่ในปัจจุบันเราต้องตั้งสติแล้วสู้กับมัน สิ่งนี้เป็นธรรม.. เป็นธรรม.. ธรรมของใคร? ธรรมนั้นเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกว่ากายก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่กาย... มันพูดกันไป แล้วเราปฏิบัติเห็นไหม นี่สร้างสังคมขึ้นมาแล้วอ้างให้เหมือนกัน อารมณ์ความรู้สึกเหมือนกัน แต่ไม่จริง!

ถ้าเป็นพระโสดาบันเห็นไหม พระโสดาบันแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน พระโสดาบันพิจารณาแล้ว... ดูพระอานนท์สิ พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน แล้วประพฤติปฏิบัติจนสิ้นกิเลสไป นางวิสาขาเป็นพระโสดาบัน ก็อยู่โสดาบันไปจนตาย พระโสดาบันมันก็แตกต่างกัน แตกต่างกันด้วยอำนาจวาสนาบารมี แตกต่างกันด้วยวิธีการ

“แต่ผลของพระโสดาบันคือพระโสดาบัน!” พระโสดาบันเห็นไหม ดูสิสังโยชน์ขาดไป ๓ ตัวเห็นไหม สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ขาดออกไปสังโยชน์คือเครื่องร้อยรัดระหว่างกายกับจิต ที่มันยึดมั่นถือมั่นต่อกัน

ปากเปียกปากแฉะว่ากายไม่ใช่เรา.. เราไม่ใช่กาย.. แต่จิตสำนึกมันใช่! ตายไปจะรู้ทันที เพราะอะไร ดูจุตูปปาตญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ มันไปเกิดทันทีเพราะแรงขับมันเต็มที่ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมาเห็นไหม ดูสิถ้าสังโยชน์มันขาด ขาดอย่างไร พอสังโยชน์ขาด สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดมันขาดออกไป พอขาดออกไป..

วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เพราะมันไม่ขาด มันถึงเกิดวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสก็ลูบคลำอยู่แล้ว แต่ถ้ามันขาดปั๊บ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉามันจะเกิดมาได้อย่างไร สังโยชน์ขาด ขาดทันที ขาดทันทีเห็นไหม พอขาดทันที นี่ความรู้สึกของพระโสดาบัน

เป็นโสดาบัน คือโสดาบันเหมือนกัน แต่อำนาจวาสนาของโสดาบันต่างกัน ความเห็นการประพฤติปฏิบัติของมันก็ต่างกัน แล้วการประพฤติปฏิบัติมันจะชุบมือเปิบมาจากไหน มันจะกระทำง่ายๆ ได้อย่างไร เพราะดูสิ กว่าเขาจะสอยเข็มนะ คนตาฝ้าตาฟางมันสอยไม่ได้หรอก คนที่จะสอยเข็ม ต้องหูตาชัดเจนมาก นี่ก็เหมือนกัน จิตกว่ามันจะเข้าที่เข้าทางมันมาอย่างไร มันไม่มีความผิดเลยหรือ คนสอยเข็ม สอยทีเดียวเข้าเลยหรือ คนสอยเข็ม สอยทุกทีมันจะได้เข็มหมดเลย แล้วคนไม่เคยแก่ ไม่เคยชราภาพใช่ไหม

จิตก็เหมือนกัน! กำลังมันมีมากน้อยขนาดไหน กำลังที่มันหูตามันสว่างขึ้นมา แล้วมันเห็นโทษเห็นภัยในวัฏสงสาร มีการกระทำของมัน แล้วพอคนแก่คนเฒ่าขึ้นมา มันตาฝ้าตาฟางนะ นอนใจไง โอ้.. เรานักปฏิบัติ อู๋ย.. เรามีบุญกุศลมาก ดูสิ เรามาอยู่วัดอยู่วา เราเก่ง เราดีไปหมดเลย... นี่ไง แล้วก็ตายไปวันๆ หนึ่ง

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ มันจะใคร่ครวญของมัน มันปล่อยวางขนาดไหน สอยเข็มนะ สอยเข็มในทางโลก มันเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่มันต้องชัดเจน แต่ในการประพฤติปฏิบัตินะ มันชัดเจนกว่านั้นนะ เพราะจิตมันเป็นนะ มันเห็นของมัน

ถ้าวิปัสสนาเคร่งขนาดไหน มันปล่อยวางอย่างไร แล้วมันขาดอย่างไร ความขาดออกไป นั่นสิ่งที่ขาดออกไป การกระทำมันต้องทำของเขา แล้วเวลามันผิดพลาด เราก็แก้ไข มันไม่ใช่ทำทีเดียว เว้นไว้แต่ขิปปาภิญญา.. ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย

แต่ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย มันปฏิบัติง่ายรู้ง่ายเพราะชาตินี้ แต่กว่าจะปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เขาต้องสร้างของเขามาเห็นไหม เป็นจริตนิสัยไง เป็นการสร้างบุญกุศลมา ดูสิ สมัยพุทธกาลนะ พระฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียวเป็นพระอรหันต์เลย มี! แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติลุ่มๆ ดอนๆ มหาศาลเลย สิ่งนั้นมันเกิดจากการกระทำมา

แล้วเราเอาความชัดเจน เอาความแน่นอนของเรา เราต้องตรวจสอบ เราต้องมีการกระทำ แล้วจิตที่ทำมาอย่างนั้นมันหายาก.. คนเราทำดี ดูสิ ดูเศรษฐี มหาเศรษฐี ดูลูกดูหลานเขาสิ น้อยมาก ไอ้คนทุกข์คนจน โอ้โหย ลูกเต็มบ้านเต็มเมืองเลย

จิตที่มันทำคุณงามความดีมันมีน้อย จิตที่ทำดีชัดเจนมันมีน้อยกว่าจิตที่มันปานกลางเห็นไหม ทำดีก็มี ทำชั่วก็มี หรือจิตต่างๆ ไป

นี่พูดถึงอำนาจวาสนาของคน แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติมันจะง่ายอย่างนั้น มันเป็นไปได้อย่างไร แม้แต่เป็นพระโสดาบัน มันทดสอบแล้วทดสอบอีก พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า พิจารณาขนาดไหน มันจะปล่อยวางขนาดไหน พิจารณาซ้ำ

คำว่า พิจารณาซ้ำคือวาสนานะ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีอำนาจวาสนา ด้อยวาสนานะ พอพิจารณาแล้วมันปล่อย โอ้โห.. เนี่ยพระโสดาบัน พอมันปล่อยไปแล้วก็หลงผิด แล้วการปล่อยวาง การพิจารณาที่มันปล่อยวาง การปล่อยตทังคปหาน มันปล่อยวางได้เป็นร้อยเป็นพันครั้ง พอมันปล่อยวางหนหนึ่งก็เป็นโสดาบัน วางครั้งที่ ๒ ก็เป็นสกิทาคา วางครั้งที่ ๓ เป็นอนาคา วางครั้งที่ ๔ เป็นพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่มันสร้างหมดเลย มันสร้างสถานะของมันขึ้นมา เห็นไหม

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ เวลามันขาด มันรู้ว่าขาด พอรู้ว่าขาดปั๊ป เพราะขาดมันมีหนเดียว ขาดมันไม่มีซ้ำๆ ซากๆ “ตทังคปหานมันเกิดเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ได้” แต่ถ้าสมุจเฉทปหานมีหนเดียว! ถ้าหนเดียวแล้ว พอมันขาดปั๊บมันรู้เลย มันจะซ้ำไปที่ไหน มันไม่มีอะไรให้ซ้ำ พอไม่มีอะไรให้ซ้ำ มันก้าวเดินต่อไป มันก็จะเป็นสกิทาคามรรค นี่ไง มันจะเห็นความต่าง นี่มรรคญาณ ภาวนามยปัญญาของขั้นโสดาบันเป็นอย่างไร ถ้าเป็นความจริง นี่ไงการล้างโลกมันจะล้างจากเปลือกเข้ามา แล้วมันจะล้างต่อๆ ไปจนถึงที่สุด ล้างถึงใจกลางของโลก

ถ้ามันไม่ขาด มันไม่เป็นความจริง มันเป็นการตทังคปาหาน มันเป็นของลูบคลำ สิ่งที่ลูบคลำ มันจะลูบคลำกันไปเรื่อยๆ ลูบคลำกันไปเห็นไหม มันก็เป็นการสร้างโลก สร้างธรรมะ สร้างจริงๆ ไม่ได้ล้างโลก

ล้างโลกหรือสร้างโลก เราปฏิบัติกันจะล้างหรือจะสร้าง ถ้ามันจะเป็นการสร้าง มันต้องสร้างมาตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์สร้างมาเพื่อมีอำนาจวาสนาบารมี เพื่อจะมาล้างโลก เพราะล้างโลกเห็นไหม พอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเที่ยวสวน เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย นี่ไง โลกวัฏฏะมันหมุนอยู่อย่างนี้

แล้วเราก็เกิดมาแล้ว แล้วเรามีอำนาจวาสนา เราจะล้างมัน พอล้างสิ้นสุดแล้ว ธรรมะมันมีอยู่ตั้ง ๕,๐๐๐ ปี เห็นไหม กึ่งพุทธกาลที่เราประพฤติปฏิบัติ ของมันมีอยู่แล้ว ทำไมเราไพล่ไปเอาสิ่งที่กิเลสมันสร้าง สร้างขึ้นมาให้เราจนตรอกกับมัน สร้างให้เราจำนนอยู่กับมัน ทั้งๆ ปากก็ว่านี่กึ่งพุทธกาลนะ นี่เป็นชาวพุทธนะ นี่เป็นการประพฤติปฏิบัตินะ นี่เป็นการฆ่ากิเลส นี่เป็นการล้างโลกนะ...

แต่มันเป็นการไพล่ว่าเป็นการสร้างโดยที่ไม่รู้ตัวเลย เราทำขึ้นมาด้วยกิเลสมันบังเงาขึ้นมา มันซ้อนขึ้นมา ดูสิ ดูว่ากิเลสมันฉลาดไหม มันละเอียดไหม

แม้แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ยังต้องอยู่เป็นขี้ข้าของมัน อยู่ในอำนาจ อยู่ในความจำนนของมัน ให้มันควบคุม ให้หลงไปตามกระแสของมัน แต่ถ้าเรามีหลักมีเกณฑ์ เรามีครูบาอาจารย์ของเรา เราไม่ฟังใคร “กาลามสูตร” ไม่ฟังแม้แต่ครูบาอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์เทศนาว่าการ เราฟังเป็นแนวทาง แต่การประพฤติปฏิบัติ มันเป็นคุณสมบัติของเรา เราต้องฆ่ากิเลสของเรา เราต้องทำของเราให้ได้

แต่พอเราใช้ปัญญา ภาวนามยปัญญาพิจารณาไปแล้ว เวลามันขาด นี่ไงผล ความเห็นว่ามันขาด มันชัดเจน พอมันชัดเจนแล้วมีหนึ่งเดียว ถ้าการทำต่อไป โดยที่มีสติปัญญาขึ้นมาและมีความเพียรชอบขึ้นไป มันจะเป็นสกิทาคามรรค มันจะไปเห็นกายอันละเอียด กาย เวทนา จิต ธรรม ที่ละเอียดกว่าความเห็น กาย เวทนา จิต ธรรม ในขั้นของปุถุชน

ขั้นของปุถุชน กัลยาณปุถุชน เวลาพิจารณาไปแล้วเป็นโสดาปัตติมรรค ถ้ามันขาดไปเป็นโสดาปัตติผล ความเห็นขั้นต่อไป ความละเอียดของจิต เห็นกายเหมือนกัน กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน แต่คนละระดับกัน คนละความคิดยึดเหนี่ยวต่างกัน ความยึดเหนี่ยวที่ละเอียดกว่า

ความยึดเหนี่ยวเห็นไหม ดูสิ เวลาโจรปล้นน่ะ ไอ้โจรห้าร้อยมันก็ชกชิงวิ่งราวเท่านั้นน่ะ ไอ้โจรใส่สูทมันจะโกงประเทศนะ ไอ้โจรใส่สูทมันฉ้อโกง มันยึดประเทศไปเลย เซ็นสัญญาแล้วมอบประเทศให้เขาไปเลย แต่ถ้าไอ้โจรห้าร้อยมันชกชิงวิ่งราวทั้งนั้นนะ

นี่ก็เหมือนกัน กิเลสอย่างหยาบๆ มันก็ชกชิง ทำให้เราเสียโอกาส ทำให้เราสร้างธรรมขึ้นมาในหัวใจ แต่พอเราฆ่ามัน ไอ้โจรอย่างหยาบๆ นี่ เห็นแล้วจะมาชกชิงอะไรเราไม่ได้ เราป้องกันไม่ให้เข้ามาใกล้เราเลย เพราะเราทำลายมันหมดเกลี้ยงแล้ว

ถ้าเราทำต่อไปเห็นไหม ไอ้โจรที่มันละเอียดกว่า กำลังความแนบเนียนของมันต้องมีมากกว่า เราจะต้องตั้งสติของเราให้ดี แล้วพิจารณาไป กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน เพราะอวิชชา ตัวหัวใจ ตัวโลกทัศน์ ตัวปฏิสนธิจิต ตัวจิตเดิมแท้มันเป็นอวิชชา มันจะแสดงตัวออกมา มันต้องผ่านขันธ์ ผ่านความคิด คือธาตุ ๔ ขันธ์ ๕

ถ้าผ่านธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อาศัยสิ่งนี้ อาศัยสิ่งที่หวงแหนของอวิชชา ของตัณหาความทะยานอยาก ตัณหาความทะยานอยากมันหวงหมด หวงว่าเป็นของเรา หวงว่าสมบัติเป็นของเรา หวงว่าชิ้นนี้เป็นของเรา หวงทุกอย่าง ความหวงแหนเวลามันผ่านออกมา พอมันผ่านขันธ์ออกมา มันก็กลายเป็น กาย เวทนา จิต ธรรม

กาย เวทนา จิต ธรรมเหมือนกัน แต่ความหยาบละเอียดมันต่างกัน แล้วพอมีปัญญามีสติเข้าไป จับต้องได้ จับต้องการรื้อค้น การหา การรื้อค้น เราจะเอาใครขึ้นศาล เราต้องมีจำเลย เอาจำเลยขึ้นศาล การขุดคุ้ยหากิเลสเห็นไหม จิต! ถ้ามันพิจารณาแล้ว จิตสงบแล้ว มันไม่เห็นกาย ไม่เห็นเวทนา ไม่เห็นจิต ไม่เห็นธรรม มันไม่เห็นนะ ถ้าสงบในตัวมันเอง มันสงบตัว มันจะสบาย.. สบาย.. ของมันอยู่อย่างนั้น ถ้าออกรื้อค้น ออกหาให้เจอ หาให้เจอ มันจะจับต้องได้

ถ้าจับต้องได้ มันเป็นสติปัฏฐาน ๔ เหมือนกัน แต่เป็นสติปัฏฐาน ๔ ที่ละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไปเพราะอะไร เพราะจิตมันจับต้องได้ จิตมันมีสมาธิ จิตมันมีกำลังของมัน แล้วมันจับต้องของมันได้ พอจับต้องมันก็แยกแยะของมันด้วยปัญญา ด้วยปัญญาการแยกแยะเห็นไหม ที่เราพิจารณาเข้ามาแล้ว กาย เวทนา จิต ธรรม

กายมันต้องแปรสภาพไปตามธรรมชาติของมัน

เวทนา จิตมันโง่มันก็ไปยึดของมัน

จิต จิตคือจิตเศร้าหมอง จิตผ่องใส จิตกำลังของจิต จิตมีกำลังขนาดไหน

ธรรม ธรรมคือธรรมารมณ์ คืออารมณ์ความรู้สึกที่ยกสูงต่ำ อารมณ์ที่ต่ำ อารมณ์ที่หนักหน่วง อารมณ์ที่ปล่อยวาง อารมณ์ต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์อะไรต่างๆ นี่คือธรรมารมณ์

ถ้าพิจารณา เพราะธรรมารมณ์ อารมณ์ คำว่า “อารมณ์” ก็อารมณ์ความรู้สึกภายนอกสิ อารมณ์ก็อารมณ์โศกเศร้าเสียใจของปุถุชน ไม่ใช่! ธรรมารมณ์ นี่คือสติปัฏฐาน ๔ ที่ละเอียดไง ความเห็นที่ละเอียดไง สิ่งที่ละเอียด พอมันจับละเอียด เพราะอะไร เพราะจิตมันละเอียดเข้าไป สมาธิมันละเอียดเข้าไป สมาธิที่มีพื้นฐานของพระโสดาบันรองรับ

ถ้าจิตที่มันมีพื้นฐานของพระโสดาบันรองรับ มันเป็นอกุปปธรรม แต่เวลาพิจารณาเข้าไปนี่ จิตมันละเอียดเข้าไป มันเป็นสกิทาคา จิตที่มันละเอียดกว่า กำลังที่มันละเอียดกว่าโสดาบัน เวลามันเข้าไปจับต้องกาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยกำลังที่ละเอียดกว่า มันแยกแยะของมัน แยกแยะของมัน กำลังแยกแยะของมัน คืนสู่สภาพเดิมของมัน มันปล่อยแล้วปล่อยเล่า.. ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ มันปล่อยแล้วปล่อยเล่า.. ต้องปล่อยแล้วปล่อยเล่า พอถึงที่สุดแล้วมันขาด หนเดียว!

ความปล่อย ปล่อยแล้วปล่อยเล่า เพราะอะไร เพราะกิเลสตัณหาทะยานอยากมันแน่นหนา มันยึดมั่นถือมั่นมาไม่มีต้นไม่มีปลาย พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจะปล่อยของมัน.. ปล่อยของมัน.. เป็นชั้นเป็นตอนของมันขึ้นมา จนถึงที่สุด ขาด! กายเป็นกาย จิตเป็นจิต แยกออกเป็นธรรมชาติของมันเลย ว่างหมดเลย

นี่ผลต่างมันมี! ว่างมาก.. สุขมาก.. ติดได้ ติดว่านี่คือนิพพาน

ติดว่านิพพานอย่างไร ถ้าคนมีอำนาจวาสนาเห็นไหม มรรค ๔ ผล ๔ แต่นี่เราแค่ขาด ๒ หน ๒ หนแค่สกิทาคามี บุคคลที่ ๒

บุคคล ๘ จำพวก โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล บุคคลที่ ๑ , ๒ สกิทามรรค สกิทาผล บุคคลที่ ๔ อนาคามรรค อนาคาผล บุคคลที่ ๖ เห็นไหม อรหัตตมรรค อรหัตตผล บุคคลที่ ๘ บุคคล ๘ จำพวก บุคคลคือจิต

บุคคล-นิติบุคคลเห็นไหม การจดบริษัทมันได้หนเดียว แต่นี้บุคคลโดยนามธรรม บุคคลโดยจิตที่มันพัฒนาการของมัน บุคคล ๘ จำพวก มันพัฒนาการของมัน บุคคลคนเดียวมันเปลี่ยนไปได้ จิตดวงเดียวนี่แหละ มันเปลี่ยนไปได้ถึง ๘ หน มันกระทำได้ถึง ๘ ขั้นตอนของมัน

๘ ขั้นตอนเพราะอะไร เพราะมันละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ มันว่างขนาดไหน มรรค ๔ผล ๔ เห็นไหม แต่พอเราปฏิบัติไป ๒ หนแล้วมันปล่อยว่างๆ ๆ นี่อยู่ที่อำนาจวาสนาของคนที่มันมีกิเลส กิเลสนี้มันไปเอาสิ่งที่เป็นการกระทำนี้มารองรับ รองรับเป็นเหตุผลว่า เราได้ขั้นไหน พอมันได้ขั้นไหน มันก็สร้างภาพว่างๆ หากิเลสไม่เจอหรอก

เพราะว่าง = นิพพาน! นิพพานมันจะมีกิเลสได้อย่างไร มันก็ไม่มี แต่กิเลสเต็มหัวใจนี่มันซุกอยู่เห็นไหม ดูพลังงานของอวิชชาสิ เพราะมันจะรักษาสถานะของมันไว้ มันไม่ยอมให้ธรรมชนะมัน

ถ้าเรามีสติปัญญา เราย้อนกลับมาพยายามจับให้ได้ กามราคะ โอฆะ ถ้าจับได้นะ กาย เวทนา จิต ธรรม สติปัฏฐาน ๔ เหมือนกัน แต่ละเอียดมาก! ละเอียดกว่าเดิม! เพราะอะไร เพราะมันเป็นขั้นของโอฆะ เป็นการกระทำในกามภพนะ

ดูสิ จิตมันเกิดเห็นไหม มันเกิดในกามภพ เราจะเห็นว่าจิตมันครอบสามโลกธาตุ เพราะมันเกิดในสามโลกธาตุนี้ การเกิดเห็นไหม ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุพเพนิวาสานุสติญาณ เกิดเป็นอะไรบ้าง เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี เป็นมาหมดล่ะ

จิตมันเกิดมันตาย เห็นไหม มันเกิดมันตายตามธรรมชาติของมัน เพราะมันมีอะไร เพราะมันมีโอฆะ มันมีการสืบต่อ โอฆะ กามราคะ การสืบต่อเห็นไหม ระหว่างเผ่าพันธุ์ ระหว่างเพศ ระหว่างความเป็นไป นี่ถึงเป็นเรื่องของโลก

แต่เรื่องของมัน ตัวจิตของมันก็เป็นกามโดยธรรมชาติของมัน “เป็นกามโดยธรรมชาติของมัน” คนที่ไม่ต้องการเพศใดๆ เลย มันก็อยู่ในหัวใจอันนี้ ถ้าจิตมันละเอียดเข้าไปเห็นไหม เป็นมหาสติ มหาปัญญา ที่เป็นมหาสติมหาปัญญาเพราะอะไร เพราะกิเลสมันละเอียดใช่ไหม สติปัฏฐาน ๔ อันละเอียดเข้าไป จิตละเอียดเข้าไปเป็นมหาสติมหาปัญญา

แล้วมหาสติ มหาปัญญา ปัญญาที่เป็นมหาปัญญา กับปัญญาที่ชำระกิเลสมาแล้ว มันแตกต่างกันอย่างไร มันเร็วมาก มันเร็วเห็นไหม ดูสิ เราใช้สมองพิจารณาอะไรต่างๆ ถ้าเราเป็นผู้บริหาร เครื่องคิดเลข มันคิดเร็วดีกว่าเรา กดๆ มันออกมาเลย เราคิดไม่ทันมัน นี่ก็เหมือนกัน สิ่งต่างๆ ที่มันละเอียดเข้าไป มันจะรวดเร็ว รวดเร็วเพราะจับต้องได้รวดเร็ว รวดเร็วขนาดไหนมันต้องอยู่ในอำนาจของสติปัญญา จะรวดเร็วขนาดไหนสติเร็วกว่านั้น ปัญญาเร็วกว่านั้น จิตที่ว่าเร็วมาก จิตเร็วมาก จิตเร็วขนาดไหนนะ สติปัญญาที่เราฝึกมานี่เร็วกว่า ยับยั้งได้ ของเร็วขนาดไหน เครื่องมือสิ่งที่จับต้องได้ มันเอาสิ่งนั้นมาขึง เอาสิ่งนั้นมากางตาข่าย เอาสิ่งนี้มาพิจารณาของมัน พิจารณาของมัน เห็นไหม

ถ้าพิจารณากาย โดยเจโตวิมุตติ โอ้โห มันจะแปรสภาพ มันจะย่อยสลายของมัน โอ้โห สยดสยองมากนะ เยิ้มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลืองต่างๆ แล้วมันสยดสยองเพราะอะไร มันจะไปทำความยอกใจไง มันต้องการถอนไอ้อุปาทานอันยอกใจที่มันต้องการสุภะ อสุภะ

จิตใจมันต้องการความพอใจของมัน มันต้องการความสวยความงามของมัน เห็นไหม ถ้าเราพิจารณาไป มันไปถอนสิ่งที่ฝังอยู่ในหัวใจ ที่โอฆะ ถ้าสิ่งนี้ฝังอยู่มันยังเกิดในกามภพ! ถ้ามันถอนสิ่งนี้ออกมาได้ เห็นไหม ถอนสิ่งที่มันฝังอยู่ในหัวใจ ใจที่เป็นกามแล้วถอนออกมาได้นี่ ถอนกามราคะ นี่คือการพิจารณาโดยเจโตวิมุตตินะ

ถ้าโดยปัญญาวิมุตติพิจารณากาย มันก็เป็นการพิจารณากายด้วยปัญญา ด้วยปัญญา เห็นไหม ด้วยปัญญาที่จิตมันคัดค้าน ด้วยจิตที่มันติดข้องของมัน มันพิจารณาของมันซ้ำเข้าไป ซ้ำเข้าไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจะละเอียดซับซ้อนเข้ามา ซับซ้อนเข้ามา จนหดสั้นเข้ามาถึงตัวของมันเอง ถึงตัวของจิตเอง ระเบิดตูมที่จิตเอง โลกธาตุหวั่นไหว มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน มันเป็นไปตามที่เราจะล้างโลก ล้างโลกที่เปลือก ล้างโลกเข้ามาถึงที่แกนของโลก

ดูสิ เขาทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เห็นไหม เขาขุดไปในโลก แล้วแรงระเบิดสั่นสะเทือน เวลาแผ่นดินไหว เขาวัดได้กี่ริคเตอร์ มันกระเทือนขนาดไหน มันทำลายขนาดไหน มันทำลายข้างในหัวใจ มันทำลายของมันในหัวใจนะ ทำลายครืนในหัวใจ มันระเบิดปล่อยวางหมด ว่างหมด พอว่างหมดเห็นไหม ซับซ้อน ซับซ้อนเข้าไปๆ นี่คือสิ่งที่เป็นอนาคา ๕ ชั้น!

อนาคา ๕ ชั้น จิตที่มันเกิดในสุทธาวาส สุทัสสา สุทัสสีขึ้นไปเป็น ๕ ชั้น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำเข้าไป มันปล่อยเศษส่วนเหลือ มันเป็นเทคนิคการปฏิบัตินะ มันไม่ได้ทำง่ายๆ แล้วทุกคนทำได้...

ถ้ามันทำได้ ทำไมเราต้องทำบุญกุศลกัน? เราทำบุญกุศล เราสร้างอำนาจวาสนาบารมี เพื่อให้จิตมันเข้มแข็ง ให้จิตมีกำลัง คำว่า เข้มแข็ง ดูสิ ร่างกายเราอ่อนแอ เราทำอะไรไม่ได้เลย ร่างกายที่เราเสียสมดุล เวลาเราเสียสมดุล เราเดินไม่ได้นะ เราล้มลุกคลุกคลานเลยเพราะเราเสียสมดุล

จิต! ถ้าไม่มีกำลังของมัน ไม่มีหลักมีเกณฑ์ของมัน มันขึ้นมาอย่างนี้ไม่ได้! จิตที่มันพัฒนาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมาอย่างนี้ มันทำมาไม่ได้หรอก เพราะถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนารองรับขึ้นมา ให้มันมีกำลังขึ้นมาจนถึงทำได้ ทำลายสิ่งที่เป็นกามโอฆะในหัวใจ สิ่งนี้มันซ้อนซับ ซ้อนเป็นชั้นๆ

ดูโสดาบัน สกิทาคา อนาคา สิ คำว่า อนาคา มันลึกละเอียดขนาดไหน แล้วถอนมันขึ้นมา การถอนด้วยมรรคญาณต่างๆ มันขึ้นมา แล้วยังทำความสะอาดเป็นชั้นๆ จนใสสว่างหมดเลย เอาอะไรไปจับมัน เอาอะไรไปทำลายมัน สิ่งที่จะทำลายมันได้ต้องอรหัตตมรรค

สติ เป็นปัญญาญาณ สติที่มันละเอียดลึกซึ้งกว่ามหาสติมหาปัญญาอีก แล้วไปจับต้องมัน จับต้องสิ่งนี้เห็นไหม จับต้องสิ่งนี้แล้วพิจารณาด้วยปัญญาญาณ มรรคญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาญาณที่มันละเอียดลึกซึ้งเข้าไป จิตมัธยัสถ์ จิตเป็นกลาง ถ้าจิตมันเคลื่อนมันไหว มันทำอะไรไม่ได้หรอก จิตทำอะไรไม่ได้เลย จิตเคลื่อนไหวปั๊บ มันออกแล้ว

การเคลื่อนไหวคือการเสวย คือการรับรู้ คือการแสดงตัว การแสดงตัวนี้มันไม่เป็นปัจจุบันเห็นไหม มันไม่เป็นภพที่.. แล้วดูนี่สิการไหวตัว การไหวตัวเพราะอะไร เพราะปัญญา.. สังขารนี่คือการไหวตัว ฉะนั้นสังขาร ความคิดไง ถึงชำระกิเลสอย่างนี้ไม่ได้ ปัญญาที่ไหวตัวไม่ได้ ปัญญาที่ซึมซับ ปัญญาที่มันละเอียดซับซ้อนเข้าไป มันทำลายหมดเห็นไหม นี่ทำลายโลก! ทำลายวัฏสงสาร! ทิ้งโลก ทิ้งวัฏฏะ ทำลายโลกวัฏสงสาร ทำลายทั้งหมดเลย ทำลายทั้งหมดเห็นไหม

สิ่งนี้เป็นความจริง ทำลายจากมรรคญาณ ทำลายจากความเป็นจริง แต่สอุปาทิเสสนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔๕ ปี เอาอะไรเทศนาว่าการ เอาอะไรไปเผยแผ่ธรรม

การเผยแผ่ธรรม นี่ธรรมธาตุ สิ่งที่รู้จริงเห็นไหม ธรรมธาตุที่รู้จริง เวลาพูด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเทศนาว่าการก็พูดภาษามนุษย์นี่แหละ แต่เวลาเทศน์กับเทวดา อินทร์ พรหม พูดภาษาใจ... ภาษานึก ไม่ใช่ภาษาพูด เพราะภาษาพูดมันเป็นภาษาสมมุติ ภาษาสมมุติของระดับชนชั้นเผ่าพันธุ์ ภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่ง จะภาษาใดเราต้องให้เขาเข้าใจภาษานั้น

แต่ธรรมะมีอันเดียว ความรู้สึกมีอันเดียว ทุกข์ สุขมีอันเดียว เหมือนกัน อันเดียว นี่จิตที่มันพ้น ทำลายวัฏสงสาร ทำลายโลก ทำลายวัฏฏะจากภายใน แต่ดำรงชีวิตไปจนถึงที่สุดนะ

ถึงที่สุด ถ้าจะจากโลก ละโลก เห็นไหม จิตมันจะหดตัวเข้ามา จิตมันจะออกเป็นธรรมชาติของมัน สิ่งนี้ไม่มี สิ่งที่เป็นความกังวล สิ่งที่มีในหัวใจ ไม่มีอีกแล้ว.. ไม่มีในหัวใจดวงนั้น...

แต่ถ้าเป็นการประพฤติปฏิบัติด้วยการสร้างเห็นไหม มันมีของมันนะ การสร้างเห็นไหม สร้างนิพพานขึ้นมา สร้างความรู้ความเห็นอันหนึ่งขึ้นมา เขาจะล้างโลกหรือสร้างโลก สร้างขึ้นมาเพราะอะไร เพราะว่านี่ไง ลักษณะของนิพพานไง อธิบายผลของนิพพาน นิพพานจะเป็นอย่างนั้นๆๆๆ ไร้สาระ ไร้สาระมากๆ

นิพพานอธิบายได้ มันเป็นสมมุติเว่ย...

นิพพานเป็นวิมุตติ วิมุติที่พ้นออกจากสมมุติไป มันจะเอาอะไรมาพูดถึงลักษณะของมัน แต่ผู้รู้กับผู้รู้ พูดเหมือนกันเพราะการอธิบายของผู้รู้ มันพูดถึงนิพพานอันนั้น วิมุตติอันนั้นไม่ได้ แต่มันพูดถึงสิ่งเทียบเคียง เพราะท่านรู้ของท่านใช่ไหม ท่านรู้ ท่านเห็นของท่าน ท่านมีธรรมธาตุในหัวใจของท่าน เต็มหัวใจของท่าน ท่านเปรียบเทียบ! ว่ามันเป็นเหมือนอย่างนี้ เหมือนอย่างนี้

แต่พอเราฟังว่าเหมือนปั๊บ เราเอาความเหมือนนั้นเป็นตัวจริง นี่สร้างขึ้นมาอีกแล้ว สุขาวดี.. เหนือนิพพาน นิพพานยังเป็นของต่ำต้อย.. สุขาวดีอยู่ฟากตะวันตกของนิพพาน ใหญ่กว่านิพพาน ลึกกว่านิพพาน สุขกว่านิพพานขึ้นมาอีก นี่ไงมันก็สร้างของมันไป

นี่พระอรหันต์จะเกิดอีกก็ได้ เกิดอีกได้เพราะอะไร เพราะใจยังมีอาลัยอาวรณ์ในหัวใจ มันก็เกิดนะสิ มันจะเป็นนิพพานได้อย่างไร เพราะมันยังเกิดนะ มันยังอยากเกิด อยากเป็น อยากช่วยโลก อยากรักษาโลก อยากจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ ต้องช่วยกันไป รักษากันไป มันนิพพานสร้าง! มันธรรมะสร้าง มันสร้างโลกขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งเห็นไหม

แล้วเราศึกษามา เราเป็นชาวพุทธนะ ในเวลาสังคายนาพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป บอกเลย สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าบัญญัติแล้วเราจะไม่ตัดออก สิ่งใดที่พระพุทธเจ้ายังไม่บัญญัติ เราจะไม่บัญญัติเข้ามา

เถรวาท! เราเป็นเถรวาทเห็นไหม หินยาน เราเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อมั่นในธรรมวินัย ถ้าเชื่อมั่นในธรรมวินัย เราพยายามปฏิบัติให้ใจเราเป็นธรรม เป็นวินัยขึ้นมา ถ้าใจเป็นธรรมเป็นวินัย “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคตนะ” ผู้ใดเห็นธรรมเห็นไหม พระพุทธเจ้าก็เห็นอย่างนี้ พระอรหันต์ก็เห็นเหมือนพระพุทธเจ้า เหมือนกันเปี๊ยบเลย แต่บารมีต่างกันฟ้ากับดิน ฟ้ากับดินเพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างมา.. สร้างมาเป็นพระโพธิสัตว์เห็นไหม ตรัสรู้เองโดยชอบ

พวกเรา สาวก สาวกะนะ การปฏิบัติถึงที่สุดนะ ต้องซื่อสัตย์กับธรรม ถ้าเราไปสร้างของเราขึ้นมา มันเป็นนิพพานของกิเลส เป็นความเห็นของเรา ก็คือที่ว่ามันจะว่าง มันจะมีความพอใจ ความพอใจสิ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้ามีแล้ว ลองธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีสิ มันจะพูดธรรมะได้ไหม มันก็พูดธรรมะของมัน โดยธรรมชาติของมัน ไม่เป็นความจริง

ถ้าเป็นความจริงนะ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม สิ่งนี้ถ้าเราเป็นสุภาพบุรุษ เราลงธรรมนะ ลงธรรมลงวินัย เราจะไม่สร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อขัดขวาง การประพฤติปฏิบัติล้างโลก ล้างวัฏสงสาร มันเป็นตามธรรม ธรรมนี้เข้าไปชำระล้างเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป

แต่ถ้าเป็นธรรมของเราเห็นไหม เราสร้างขึ้นมา มันขัดแย้งกัน มันมีตัวตนไง ดูสิ ต้องมีสมาธิต้องมีผู้รู้ ต้องมีอันเดียว อะไรก็ว่ากันไปนะ มรรคสามัคคี มรรครวมแล้ว อยากจะพูดให้ใครรู้ กลัวจะไม่ได้ออกมาอธิบายไง กลัวเขาจะว่าตัวเองไม่มีปัญญาที่จะออกมาสื่อสารธรรมให้คนอื่นเขาเข้าใจ นี่ตัวเองไปยึดไว้ก่อน ตัวเองไปสร้างไว้ก่อน มันไม่เป็นความจริงเลย

ถ้าเป็นความจริงของมันนะ มันล้างหมด โอ้โหย.. พูดไม่ออก เอ๊อะๆ เลย พูดไม่ออกเลย นี่ไง มันถึงเป็นวิมุตติ คำว่า วิมุตติมันเหนือสมมุติใช่ไหม ภาษาสมมุติอธิบายวิมุตติอย่างนั้นไม่ได้! ภาษาสมมุติ ภาษาสิ่งใดก็อธิบายไม่ได้ เอามาเทียบเคียงสิ่งนั้นไม่ได้เลย แต่เวลาพูดกันนี่ พูดด้วยภาษาสมมุติเห็นไหม นี่ไง ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ นี่ธรรมวินัย ถึงเวลาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าธรรมจักรเคลื่อนแล้ว กลอกกลับไม่ได้ เพราะใจมันสิ้นของมันไปแล้ว มันกลับมาอีกไม่ได้เลย

แต่การอธิบายออกมาเพื่อสัตว์โลก สัตว์โลกได้ยินได้ฟัง แล้วเอามาเป็นเครื่องดำเนินไป พอมันเกิดขึ้นมาจากใจเรา มันเป็นธรรมะส่วนบุคคลไง มันเป็นธรรมะของเรานะ สมาธิก็เป็นสมาธิของเรา ปัญญาก็เป็นปัญญาของเรา แล้วการชำระกิเลสมันก็ชำระในหัวใจเรา ไปชำระที่อื่นไม่ได้ ที่อื่นไม่ใช่กิเลส กิเลสไม่อยู่ที่ไหนเลย แก้วแหวนเงินทองจะมีคุณสมบัติขนาดไหน หรือจิตวิญญาณอื่นก็เหมือนกัน เราชำระเขาไม่ได้

ใจเห็นไหม โลกนี้มีเพราะมีเรา กิเลสมีเพราะมีเรา เพราะเราเพราะกิเลส แล้วก็ไปทำลายที่เรา ทำลายที่กิเลส ทำลายที่นั่นเห็นไหม จิตมันก็สะอาดขึ้นมา จิตมันก็บริสุทธิ์ขึ้นมา จนถึงที่สุดต้องทำลายจิตทิ้ง เห็นไหม “เจอพุทธะที่ไหนฆ่าพุทธะที่นั่น” ถ้าจิตเห็นจิตเดิมแท้ผ่องใส ถ้าไม่ทำลายจิตเดิมแท้ นั่นแหละ! นั่นแหละจิตเดิมแท้ นั่นมันจะไปพรหมโลก อนาคา ๕ ชั้น พอหมดอนาคามานี่ พอขึ้นไปถึงอนาคาเห็นไหม มันจะสุขไปข้างหน้า ถ้ามันเป็นอนาคานะ

แต่ถ้าเป็นจิตเดิมแท้ของสมถะเห็นไหม เวลาจิตมันรวมขึ้นมานี่มันก็ใสสว่างเหมือนกัน จิตเดิมแท้อย่างนี้กิเลสเต็มตัว ไม่มีสิ่งใดๆ มาเป็นประโยชน์กับเราเลย เพียงแต่เราทำสมถะได้ เห็นไหม สมบัติ สมาธิ ปัญญา สิ่งที่มีอยู่ แล้วใครเอามาใช้ขึ้นมา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางมรรค ๘ ไว้เห็นไหม ที่ว่า ดำริชอบ งานชอบ ความเพียรชอบ นี่ไง มรรคญาณ มรรคเท่านั้น ทางอันเอก ทางของมรรคที่จะชำระกิเลส ไม่ใช่มรรคฆ่าไม่ได้ แล้วมรรคมันมีอยู่ในศาสนาไหน

“สุภัททะ! เธออย่าถามให้มากไปเลย ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนาไหนไม่มีผล ไม่มีรอยเท้าบนอากาศ”

บนอากาศไม่มีรอยเท้าหรอก รอยเท้ามันอยู่บนดิน ถ้าศาสนาไหนมีมรรค ศาสนาไหนมีผล มรรคญาณเกิดในพุทธศาสนา มรรคญาณเป็นมรรคขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นมรรคญาณที่ชำระใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เอวัง!